แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องอื่นๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องอื่นๆ แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559
5ส. เพื่อชีวิตรอด
ฉะนั้น ประเด็นสำคัญที่จะทำให้เราอยู่รอดได้คือ
วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559
Thanks you very much
วันนี้จำนวนคนดูหน้าเว็บรวม 1,001 คน มันเจ๋งมากเลย ขอบคุณทุกคน เรารู้ว่าบล็อกของเรายังไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าที่ควร แต่เราจะพัฒนาโดยการแชร์ประสบการณ์ แชร์ความรู้ แชร์ทุกอย่างที่เราเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อทุกคน เราเริ่มสร้างบล็อกนี้เมื่อวันที่ 5 เดือนที่แล้ว ดีใจสุดๆ เลย นอนยิ้มอยู่คนเดียวแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นเค้าจะดีใจเหมือนเรารึป่าวนะ หรือว่าเค้าคงจัดงานฉลองกับเพื่อนๆ แล้วมั้ง ส่วนเราดีใจอยู่คนเดียว น้ำตาจะไหลเลย โลกสอนให้เราเข้มแข็ง หรือว่าเราเข้มแข็งเพราะตัวของเราเอง ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แต่ตอนนี้ถึงเวลานอนหลับพักผ่อนเพื่อมาต่อสู้กับโลกที่โหดร้ายนี้กันต่อไป เราขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านบล็อกเราอีกครั้งนะ ทุกคนคือกำลังใจของเราเลย ขอบคุณมากคะ LOVE YoU
วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559
รถเมล์ขายไก่ย่าง ควันเยอะมาก
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
เมื่อฝนโปรยปรายคุณนึกถึงเพลงอะไร?
1. เธอเก่ง
2. คนไม่จำเป็น
3. ปลิว
4. ห้องนอน
5. ขอโทษหัวใจ
6. น้ำท่วมปาก
7. ขอเวลาลืม
8. ไม่มีอีกแล้ว
9. สิ่งของ
10. ไม่เป็นไร
10 ประโยชน์ถั่วลันเตา
ถั่วลันเตา สรรพคุณทรงคุณค่า บำรุงสุขภาพแบบเน้น ๆ ประโยชน์ของถั่วลันเตาดีแค่ไหนต้องพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง
ถั่วลันเตา อีกหนึ่งอาหารจากธรรมชาติที่คุ้นหน้าคุ้นตากันมานาน ซึ่งนอกจากจะรสชาติหวานกรอบอร่อยแล้ว ก็ยังมีคุณค่าทางอาหารอีกมากมายที่รอให้คุณสัมผัสกับประโยชน์ดี ๆ เพื่อสุขภาพ มาทำความรู้จักกับผักชนิดนี้ให้มากขึ้น แล้วคุณจะตกหลุมรักเจ้าผักชนิดนี้จนรีบหามารับประทานกันอย่างด่วนจี๋เลย
ถั่วลันเตา ภาษาอังกฤษเรียกว่า Peas, Garden Peas หรือ Green Peas มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pisum sativum L. เป็นพืชในตระกูลถั่ว (Legumes) สันนิษฐานว่ามีต้นกำเนิดมาจากแถบประเทศซีเรียและตุรกีในปัจจุบัน โดยมีการพบว่าเริ่มปลูกพืชชนิดนี้มาตั้งแต่ 8,000-9,500 ปีก่อน ชื่อของถั่วลันเตานั้นพ้องเสียงมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วที่เรียกถั่วชนิดนี้ว่า ห่อหลั่นตา ซึ่งมีความหมายว่า ถั่วจากฮอลแลนด์
ทั้งนี้ลักษณะโดยทั่วไปของถั่วลันเตาคือ เป็นไม้เลื้อย ลำต้นเล็กเป็นเหลี่ยม ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 1-4 คู่ ใบย่อยมีลักษณะเป็นรู้กึ่งวงกลม หรือเป็นรูปรี โคนใบกลม ปลายใบแหลม มีสีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้ม ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ผสมตัวเอง ลักษณะเป็นแบบช่อกะจะ กลีบกลางสีขาวหรือขาวปนน้ำเงิน กลีบคู่ด้านข้างสีขาว หรือมีแต้มสีม่วงแดง กลีบคู่ล่างมีสีเดียวกัน โดยส่วนที่นิยมนำมาใช้ถือผล ซึ่งมีลักษณะเป็นฝักถั่ว ภายในฝักมีเมล็ดตั้งแต่ 3-10 เมล็ด สามารถนำมารับประทานได้ทั้งฝักเมื่อยังเป็นฝักอ่อน หรือจะนำเมล็ดแก่ออกจากฝักมารับประทานก็ได้ ถั่วลันเตาได้รับความนิยมสูงเนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารสูง โดยในเมล็ดถั่วลันเตา 100 กรัม มีคุณค่าทางอาหารดังนี้
- พลังงาน 84 กิโลแคลอรี
- น้ำ 77.87 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 15.63 กรัม
- โปรตีน 5.36 กรัม
- ไขมัน 0.22 กรัม
- ไฟเบอร์ 5.5 กรัม
- น้ำตาล 5.93 กรัม
- แคลเซียม 27 มิลลิกรัม
- ธาตุเหล็ก 1.54 มิลลิกรัม
- แมกนีเซียม 39 มิลลิกรัม
- ฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัส 117 มิลลิกรัม
- โพแทสเซียม 271 มิลลิกรัม
- โซเดียม 3 มิลลิกรัม
- สังกะสี 1.19 มิลลิกรัม
- วิตามินซี 14.2 มิลลิกรัม
- ไนอะซิน 2.021 มิลลิกรัม
- ไธอะมิน 0.259 มิลลิกรัม
- ไรโบฟลาวิน 0.149 มิลลิกรัม
- วิตามินบี 6 0.216 มิลลิกรัม
- โฟเลต 63 ไมโครกรัม
- วิตามินเอ 801 ยูนิด
- วิตามินอี 0.14 มิลลิกรัม
- วิตามินเค 25.9 ไมโครกรัม
ส่วนในเรื่องของรสชาติ ถั่วลันเตามีรสชาติออกหวานและกรอบ หากเป็นฝักอ่อนก็จะนิยมนำมาปรุงเป็นผัดผัก ส่วนเมล็ดแก่ก็ทั้งนำมาปรุงเป็นอาหารและอบกรอบเป็นของว่างกินเล่น
ประโยชน์ของถั่วลันเตา ดีแบบเน้น ๆ เด่นบำรุงสุขภาพ
นอกจากจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ถั่วลันเตาเองก็ยังมีประโยชน์กับสุขภาพอีกมากมาย จึงทำให้ถั่วชนิดนี้กลายเป็นอาหารที่มีดีอย่างครบถ้วนทั้งในด้านรสชาติที่หวานกรอบ และการบำรุงสุขภาพ ซึ่งประโยชน์ของถั่วลันเตามีดังนี้ค่ะ
1. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
ไม่ว่าจะเป็นสารฟลาโวนอยด์ แคโรทีนอยด์ กรดฟีโนลิก และโพลีฟีนอล ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลาย ลดการอักเสบ อันเป็นสาเหตุของโรคภัยต่าง ๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ รวมทั้งช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอีกด้วย อีกทั้งยังมีวิตามินซี วิตามินอี และสังกะสีที่ดีต่อสุขภาพ
2. ช่วยลดน้ำหนัก
ขึ้นชื่อว่าถั่วแล้ว แน่นอนล่ะว่าถั่วลันเตาก็เป็นอาหารอีกหนึ่งชนิดที่มีปริมาณโปรตีนสูง แถมยังมีไขมันต่ำ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก อีกทั้งไฟเบอร์ในถั่วลันเตาก็ยังช่วยทำให้อิ่มนานขึ้น ลืมไปได้เลยเรื่องหิวบ่อย
3. ลดคอเลสเตอรอล
ไนอะซิน (Niacin) ที่อยู่ในถั่วลันเตา มีส่วนสำคัญในการช่วยลดการสร้างไขมันไตรกลีเซอไรด์ และไขมัน VLDL ซึ่งเป็นไขมันที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ลำเลียงไตรกลีเซอไรด์จากตับไปยังอวัยวะต่าง ๆ ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ลดลง แต่ทำให้คอเลสเตรอลชนิดที่ดีเพิ่มขึ้น (HDL) จึงช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดอุดตันได้
4. แก้ท้องผูก
สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถั่วลันเตาช่วยคุณได้ค่ะ เพราะเจ้าถั่วชนิดนี้มีไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย และทำให้ระบบลำไส้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ
5. บำรุงหัวใจ
นอกจากช่วยลดคอเลสเตอรอล และป้องกันหลอดเลือดอุดตันแล้ว ลูทีน และไฟเบอร์ที่อยู่ในถั่วลันเตาก็ยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้อีกด้วย โดยจะเข้าไปป้องกันการก่อตัวของคราบพลักภายในผนังหลอดเลือดแดง ไม่เพียงเท่านั้นไธอะมีน โฟเลต ไรโบฟลาวิน ไนอะซิน และวิตามินบี 6 ยังช่วยลดระดับของโฮโมซีสเตอีน (Homocysteine) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจลง
6. ป้องกันมะเร็งในช่องท้อง
การศึกษาในประเทศเม็กซิโกพบว่า การรับประทานถั่วลันเตาเป็นประจำทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งในช่องท้องได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า ภายในถั่วลันเตานั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อว่า คูเมสทรอล (Coumestrol) อยู่สูงถึง 10 มิลลิกรัมต่อถั่วลันเตา 1 ถ้วย ซึ่งเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้จะเข้าไปป้องกันการออกซิเดชั่นที่ทำให้เกิดการอักเสบ และยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง
7. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ไฟเบอร์ที่อุดมอยู่ในถั่วลันเตา ทำให้เจ้าถั่วชนิดนี้กลายเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะไฟเบอร์เหล่านี้จะไปทำให้น้ำตาลถูกย่อยช้าลง อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในถั่วลันเตาก็ยังไปป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ที่สำคัญคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลที่อยู่ในถั่วลันเตาก็ยังเป็นมิตรกับสุขภาพ
8. บำรุงสายตา
ถ้าจะพูดถึงวิตามินที่ช่วยบำรุงสายตาก็ต้องวิตามินเอ ซึ่งในถั่วลันเตาก็มีอยู่ไม่น้อย โดยในถั่วลันเตาเพียง 1/2 ถ้วย มีปริมาณวิตามินเอถึง 32% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน อีกทั้งยังมีลูทีน (Lutein) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องดวงตาจากภาวะต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม ช่วยให้ดวงตาของเรายังใสปิ๊งไปอีกนาน
9. บำรุงกระดูก
ถั่วลันเตามีวิตามินเคสูง เพียง 1 ถ้วยก็มีปริมาณวิตามินเคถึง 44% ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน ซึ่งเจ้าแร่ธาตุชนิดนี้นี่ล่ะค่ะ ที่จะเข้าไปช่วยเสริมสร้างกระดูก ช่วยให้กระดูกสะสมแคลเซียมได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี ที่มีสรรพคุณป้องกันโรคกระดูกพรุนอีกด้วย
10. อุดมด้วยธาตุเหล็ก
สำหรับคนที่ต้องการเสริมธาตุเหล็ก ถั่วลันเตาก็เป็นตัวเลือกที่ดีในการบำรุงสุขภาพ เพราะถั่วลันเตาครึ่งถ้วยมีธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม ซึ่งธาตุเหล็กนั้นเป็นสารอาหารสำคัญที่พบได้ในฮีโมโกลบิน โปรตีนสำคัญที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การรับประทานธาตุเหล็กอย่างเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอและไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย
ข้อควรระวังในการรับประทานถั่วลันเตา
แม้ว่าถั่วลันเตาจะมีประโยชน์กับร่างกาย แต่เจ้าถั่วชนิดนี้ก็ยังมีข้อที่ควรระวัง โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคไต หรือโรคเกาต์ เพราะในถั่วลันเตานั้นมีสารพิวรีน (Purines) ซึ่งสารนี้เมื่อถูกแปรสภาพแล้วจะกลายเป็นกรดยูริก และกรดยูริกก็จะไปทำให้อาการโรคไต และโรคเกาต์กำเริบขึ้นได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน หรือรับประทานแต่น้อยจะดีที่สุด
นอกจากอร่อยแล้ว ถั่วลันเตายังมีประโยชน์ดี ๆ มากมายขนาดนี้ รู้อย่างนี้แล้วถ้าอยากมีสุขภาพดีก็ลองให้ถั่วลันเตาเป็นหนึ่งในตัวเลือกเมนูอาหารของคุณวันนี้นะคะ รับรองว่าไม่มีทางผิดหวังแน่นอน !
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
กรมส่งเสริมการเกษตร
http://health.kapook.com
ถั่วลันเตา อีกหนึ่งอาหารจากธรรมชาติที่คุ้นหน้าคุ้นตากันมานาน ซึ่งนอกจากจะรสชาติหวานกรอบอร่อยแล้ว ก็ยังมีคุณค่าทางอาหารอีกมากมายที่รอให้คุณสัมผัสกับประโยชน์ดี ๆ เพื่อสุขภาพ มาทำความรู้จักกับผักชนิดนี้ให้มากขึ้น แล้วคุณจะตกหลุมรักเจ้าผักชนิดนี้จนรีบหามารับประทานกันอย่างด่วนจี๋เลย
ถั่วลันเตา ภาษาอังกฤษเรียกว่า Peas, Garden Peas หรือ Green Peas มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pisum sativum L. เป็นพืชในตระกูลถั่ว (Legumes) สันนิษฐานว่ามีต้นกำเนิดมาจากแถบประเทศซีเรียและตุรกีในปัจจุบัน โดยมีการพบว่าเริ่มปลูกพืชชนิดนี้มาตั้งแต่ 8,000-9,500 ปีก่อน ชื่อของถั่วลันเตานั้นพ้องเสียงมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วที่เรียกถั่วชนิดนี้ว่า ห่อหลั่นตา ซึ่งมีความหมายว่า ถั่วจากฮอลแลนด์
ทั้งนี้ลักษณะโดยทั่วไปของถั่วลันเตาคือ เป็นไม้เลื้อย ลำต้นเล็กเป็นเหลี่ยม ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 1-4 คู่ ใบย่อยมีลักษณะเป็นรู้กึ่งวงกลม หรือเป็นรูปรี โคนใบกลม ปลายใบแหลม มีสีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้ม ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ผสมตัวเอง ลักษณะเป็นแบบช่อกะจะ กลีบกลางสีขาวหรือขาวปนน้ำเงิน กลีบคู่ด้านข้างสีขาว หรือมีแต้มสีม่วงแดง กลีบคู่ล่างมีสีเดียวกัน โดยส่วนที่นิยมนำมาใช้ถือผล ซึ่งมีลักษณะเป็นฝักถั่ว ภายในฝักมีเมล็ดตั้งแต่ 3-10 เมล็ด สามารถนำมารับประทานได้ทั้งฝักเมื่อยังเป็นฝักอ่อน หรือจะนำเมล็ดแก่ออกจากฝักมารับประทานก็ได้ ถั่วลันเตาได้รับความนิยมสูงเนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารสูง โดยในเมล็ดถั่วลันเตา 100 กรัม มีคุณค่าทางอาหารดังนี้
- พลังงาน 84 กิโลแคลอรี
- น้ำ 77.87 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 15.63 กรัม
- โปรตีน 5.36 กรัม
- ไขมัน 0.22 กรัม
- ไฟเบอร์ 5.5 กรัม
- น้ำตาล 5.93 กรัม
- แคลเซียม 27 มิลลิกรัม
- ธาตุเหล็ก 1.54 มิลลิกรัม
- แมกนีเซียม 39 มิลลิกรัม
- ฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัส 117 มิลลิกรัม
- โพแทสเซียม 271 มิลลิกรัม
- โซเดียม 3 มิลลิกรัม
- สังกะสี 1.19 มิลลิกรัม
- วิตามินซี 14.2 มิลลิกรัม
- ไนอะซิน 2.021 มิลลิกรัม
- ไธอะมิน 0.259 มิลลิกรัม
- ไรโบฟลาวิน 0.149 มิลลิกรัม
- วิตามินบี 6 0.216 มิลลิกรัม
- โฟเลต 63 ไมโครกรัม
- วิตามินเอ 801 ยูนิด
- วิตามินอี 0.14 มิลลิกรัม
- วิตามินเค 25.9 ไมโครกรัม
ส่วนในเรื่องของรสชาติ ถั่วลันเตามีรสชาติออกหวานและกรอบ หากเป็นฝักอ่อนก็จะนิยมนำมาปรุงเป็นผัดผัก ส่วนเมล็ดแก่ก็ทั้งนำมาปรุงเป็นอาหารและอบกรอบเป็นของว่างกินเล่น
ประโยชน์ของถั่วลันเตา ดีแบบเน้น ๆ เด่นบำรุงสุขภาพ
นอกจากจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ถั่วลันเตาเองก็ยังมีประโยชน์กับสุขภาพอีกมากมาย จึงทำให้ถั่วชนิดนี้กลายเป็นอาหารที่มีดีอย่างครบถ้วนทั้งในด้านรสชาติที่หวานกรอบ และการบำรุงสุขภาพ ซึ่งประโยชน์ของถั่วลันเตามีดังนี้ค่ะ
1. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
ไม่ว่าจะเป็นสารฟลาโวนอยด์ แคโรทีนอยด์ กรดฟีโนลิก และโพลีฟีนอล ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลาย ลดการอักเสบ อันเป็นสาเหตุของโรคภัยต่าง ๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ รวมทั้งช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอีกด้วย อีกทั้งยังมีวิตามินซี วิตามินอี และสังกะสีที่ดีต่อสุขภาพ
2. ช่วยลดน้ำหนัก
ขึ้นชื่อว่าถั่วแล้ว แน่นอนล่ะว่าถั่วลันเตาก็เป็นอาหารอีกหนึ่งชนิดที่มีปริมาณโปรตีนสูง แถมยังมีไขมันต่ำ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก อีกทั้งไฟเบอร์ในถั่วลันเตาก็ยังช่วยทำให้อิ่มนานขึ้น ลืมไปได้เลยเรื่องหิวบ่อย
3. ลดคอเลสเตอรอล
ไนอะซิน (Niacin) ที่อยู่ในถั่วลันเตา มีส่วนสำคัญในการช่วยลดการสร้างไขมันไตรกลีเซอไรด์ และไขมัน VLDL ซึ่งเป็นไขมันที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ลำเลียงไตรกลีเซอไรด์จากตับไปยังอวัยวะต่าง ๆ ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ลดลง แต่ทำให้คอเลสเตรอลชนิดที่ดีเพิ่มขึ้น (HDL) จึงช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดอุดตันได้
4. แก้ท้องผูก
สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถั่วลันเตาช่วยคุณได้ค่ะ เพราะเจ้าถั่วชนิดนี้มีไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย และทำให้ระบบลำไส้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ
5. บำรุงหัวใจ
นอกจากช่วยลดคอเลสเตอรอล และป้องกันหลอดเลือดอุดตันแล้ว ลูทีน และไฟเบอร์ที่อยู่ในถั่วลันเตาก็ยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้อีกด้วย โดยจะเข้าไปป้องกันการก่อตัวของคราบพลักภายในผนังหลอดเลือดแดง ไม่เพียงเท่านั้นไธอะมีน โฟเลต ไรโบฟลาวิน ไนอะซิน และวิตามินบี 6 ยังช่วยลดระดับของโฮโมซีสเตอีน (Homocysteine) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจลง
6. ป้องกันมะเร็งในช่องท้อง
การศึกษาในประเทศเม็กซิโกพบว่า การรับประทานถั่วลันเตาเป็นประจำทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งในช่องท้องได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า ภายในถั่วลันเตานั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อว่า คูเมสทรอล (Coumestrol) อยู่สูงถึง 10 มิลลิกรัมต่อถั่วลันเตา 1 ถ้วย ซึ่งเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้จะเข้าไปป้องกันการออกซิเดชั่นที่ทำให้เกิดการอักเสบ และยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง
7. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ไฟเบอร์ที่อุดมอยู่ในถั่วลันเตา ทำให้เจ้าถั่วชนิดนี้กลายเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะไฟเบอร์เหล่านี้จะไปทำให้น้ำตาลถูกย่อยช้าลง อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในถั่วลันเตาก็ยังไปป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ที่สำคัญคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลที่อยู่ในถั่วลันเตาก็ยังเป็นมิตรกับสุขภาพ
8. บำรุงสายตา
ถ้าจะพูดถึงวิตามินที่ช่วยบำรุงสายตาก็ต้องวิตามินเอ ซึ่งในถั่วลันเตาก็มีอยู่ไม่น้อย โดยในถั่วลันเตาเพียง 1/2 ถ้วย มีปริมาณวิตามินเอถึง 32% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน อีกทั้งยังมีลูทีน (Lutein) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องดวงตาจากภาวะต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม ช่วยให้ดวงตาของเรายังใสปิ๊งไปอีกนาน
9. บำรุงกระดูก
ถั่วลันเตามีวิตามินเคสูง เพียง 1 ถ้วยก็มีปริมาณวิตามินเคถึง 44% ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน ซึ่งเจ้าแร่ธาตุชนิดนี้นี่ล่ะค่ะ ที่จะเข้าไปช่วยเสริมสร้างกระดูก ช่วยให้กระดูกสะสมแคลเซียมได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี ที่มีสรรพคุณป้องกันโรคกระดูกพรุนอีกด้วย
10. อุดมด้วยธาตุเหล็ก
สำหรับคนที่ต้องการเสริมธาตุเหล็ก ถั่วลันเตาก็เป็นตัวเลือกที่ดีในการบำรุงสุขภาพ เพราะถั่วลันเตาครึ่งถ้วยมีธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม ซึ่งธาตุเหล็กนั้นเป็นสารอาหารสำคัญที่พบได้ในฮีโมโกลบิน โปรตีนสำคัญที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การรับประทานธาตุเหล็กอย่างเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอและไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย
ข้อควรระวังในการรับประทานถั่วลันเตา
แม้ว่าถั่วลันเตาจะมีประโยชน์กับร่างกาย แต่เจ้าถั่วชนิดนี้ก็ยังมีข้อที่ควรระวัง โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคไต หรือโรคเกาต์ เพราะในถั่วลันเตานั้นมีสารพิวรีน (Purines) ซึ่งสารนี้เมื่อถูกแปรสภาพแล้วจะกลายเป็นกรดยูริก และกรดยูริกก็จะไปทำให้อาการโรคไต และโรคเกาต์กำเริบขึ้นได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน หรือรับประทานแต่น้อยจะดีที่สุด
นอกจากอร่อยแล้ว ถั่วลันเตายังมีประโยชน์ดี ๆ มากมายขนาดนี้ รู้อย่างนี้แล้วถ้าอยากมีสุขภาพดีก็ลองให้ถั่วลันเตาเป็นหนึ่งในตัวเลือกเมนูอาหารของคุณวันนี้นะคะ รับรองว่าไม่มีทางผิดหวังแน่นอน !
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
กรมส่งเสริมการเกษตร
http://health.kapook.com
วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
PayPal ทำให้การชำระเงินเป็นเรื่องง่าย
สำหรับผู้ซื้อ และผู้ขาย ซื้อขายสินค้าได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องเปิดเผยหมายเลขบัตรเครดิตหรือข้อมูลทางการเงิน ด้วยการซื้อสินค้า ใน eBay และร้านค้าหลายพันแห่งทั่วโ่ลก โดยมีค่าธรรมเนียมในการทำรายการต่ำ และใช้เวลาไม่กี่นาที
1. เข้า https://www.paypal.com
2. เลือก ประเทศไทย ภาษา ไทย
3. ป้อนข้อมูลของคุณ
4. คลิกยอมรับและเปิดบัญชี
5. ป้อนรหัสตามที่ปรากฎ คลิกดำเนินการต่อ
6. คลิกข้ามขั้นตอนนี้ หากท่านไม่ต้องการชำระสินค้าด้วยบัตรเครดิต
7. หากท่านต้องการซื้อสินค้า ก็คลิกเพิ่มบัตรแล้วเริ่มซื้อสินค้าได้ทันทีทั่วโลกค่ะ แต่ถ้าอยากขายสินค้าไปทั่วโลก ก็คลิกลองดูว่าสามารถรับชำระเงินด้วยวิธีใดได้บ้าง นะคะ สู้ๆๆๆ ขอบคุณทุกท่านที่อ่านข้อความของเรานะคะ เราสัญญานะว่าจะพยายามพัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ ค่ะ จุฟฟฟฟฟฟ เราจะรวยไปด้วยกันนะคะ
วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ผลกระทบการปรับระบบบัตรเดบิต / เอทีเอ็ม เป็นบัตรชิปการ์ดใหม่
ปรับระบบบัตรเดบิต / เอทีเอ็ม เป็นบัตรชิปการ์ดใหม่
มีข่าวจากหลายสำนักว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ธนาคาารพาณิชย์ในประเทศทุกแห่งเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิต เป็นระบบชิปการ์ด ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้บัตรแถบแม่เหล็กที่มีลูกค้าใช้อยู่มากกว่า 60 ล้านใบนั้น จะยังใช้ได้ต่อไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562
สำหรับการเปลี่ยนระบบบัตรจากแถบแม่เหล็กมาเป็นซิปการ์ดนั้น ก็เพื่อสร้างความปลอดภัยในการใช้บัตรทำธุรกรรมการเงินต่าง ๆ ผ่านเครื่องเอทีเอ็ม ซึ่งก่อนหน้านี้มักจะมีปัญหาการปลอมแปลงบัตร โจรกรรมข้อมูลในบัตรเพื่อนำไปทำบัตรปลอมและถอนเงิน อีกทั้งหลายประเทศทั่วโลกก็เลิกใช้ระบบแถบแม่เหล็ก ส่วนในประเทศไทยนอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว ยังต่อยอดนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ใช้อี-เพย์เมนท์ และแผนยุทธศาสตร์ เนชั่นแนล อี-เพย์เมนท์
ย้ำเปลี่ยนระบบบัตรเอทีเอ็มจากแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ด 16 พ.ค.นี้ ยันบัตรแบบเดิมยังใช้ได้ ส่วนค่าธรรมเนียมยังคงเดิม ทยอยเปลี่ยนเรื่อย ๆ จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 62
เมื่อวานนี้เราไม่สามารถกดเงินสดจากบัตรเครดิตได้เลย ตู้เอทีเอ็ม ที่เคยกดได้ก็กดไม่ได้ และหน้าจอมีข้อความบอกว่า ตู้นี้ไม่รองรับระบบ ชิปการ์ด ซึ่งเมื่อก่อนกดออกตลอด เซ็งมากคะ หลายคนคงเข้าใจว่าเวลาไปยืนหน้าตู้เอทีเอ็ม แล้วกดเงินไม่ได้ความรู้สึกมันเป็นอย่างไร คาดว่าคงมีข่าวเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้ตามออกมาอย่างแน่นอน จะมีใครกดเงินไม่ได้แบบเราบ้างไหมนะ เกิดคำถามในใจทันที
วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
สมัครบัตร Watsons
สวัสดีค่ะ บทความที่ 3 แล้วอยากมีคนติดตามเยอะๆๆ แต่ไม่รู้จะทำยังไง รู้แต่ว่าต้องพยายามนำเสนอบทความที่ดีๆ มีประโยชน์ต่อไปจนกว่าจะพยายามจนถึงที่สุดแล้ว แหะๆๆ
บทความนี้จะเสนอเรื่อง
การสมัครบัตร Watsons ขั้นตอนแรกที่พนักงานขายบอกก็คิดว่าจะสมัครกันง่ายๆ
แต่ไม่อยากเชื่อว่ามันยากเหมือนกัน แต่ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น
แล้วก็เริ่มต้นสมัครบัตรตามใบเอกสารที่แนบมา ให้ค่ะ
1. ขั้นแรกแกะเอาบัตรออกมาคะ คุณจะเห็นบัตรแข็งกับ สติ๊กเกอร์บอกรหัสใบเล็ก ไม่ต้องสนใจคะ ไปขั้นต่อไปเลยคะ^^
2. สแกนบาร์โค้ดในไลน์คะ แล้วจะไปที่หน้าหลักของ watsons.co.th เพื่อดำเนินการ เปิดการใช้บัตรคะ
3. คลิกที่ เปิดใช้บัตร(สมาชิก)
4. ใส่หมายเลขบัตร และรหัสผ่านที่อยู่ด้านหลังบัตรคะ
5. กรอกเลขบัตรประชาชน ชื่อ-สกุล ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตั้งรหัสสำหรับเข้าใช้เว็ป watsons
6. ใส่วันเดือนปีเกิด เพศเบอร์โทรศัพท์ และ อีเมลล์
7. ใส่ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้
8. เลือกภาษาที่จะใช้สำหรับการส่งข่าวสารโปรโมชั่น
และ กรอกอาชีพ การศึกษา สถานะสมรส จำนวนบุตร และกรอกคำถามรักษาความปลอดภัย
9. เลือกช่องทางการรับข่าวสารโปรโมชั่น และติ้กตกลงให้ส่งข้อมูลให้ตามช่องทางที่เลือกไว้ ต่อไปกรอกเงินเดือนรายบุคคล รายได้ต่อเดือนของครอบครัว
10. ติ๊กฉันยอมรับและตกลง และคลิ้กตรวจสอบข้อมูลก่อนการลงทะเบียน เมื่อได้ตรวจสอบข้อมูลถูกต้องครบถ้วนแล้วคลิกยืนยันการเปิดใช้บัตร
11. กรอกรหัสที่ได้รับทางโทรศัพท์ที่ได้ให้เบอร์ไว้
12. ยังไม่เสร็จนะคะต้องเข้าไปคลิกลิ้งค์ในอีเมล์ที่ให้ไว้ด้วยคะ
13. เปิดเมล์ที่ให้ไว้คะ แล้วเข้าไปคลิกที่ลิ้งค์เลยคะ
14. เมื่อคลิกเข้าไปจะพบหน้าเพจนี้เป็นอันสมัครบัตร Watsons
เสร็จสมบูรณ์ค่ะ
เหนื่อยไหมคะการสมัครบัตรวัตสัน ทำไมสมัครย๊ากยากคะ สมัครยากไม่พอถ้าบัตรหายต้องแจ้งอายัดบัตรด้วยคะ แค่คิดก็เหนื่อยแล้วคะ แต่นี่เราเพิ่งเปิดใช้มาติดตามดูกันนะคะว่าเราจะได้อะไรหลังจากเปิดใช้บัตรที่ยากแบบนี้บ้าง ตามสุภาษิตไทยที่กล่าวว่า ของดีมักไม่ได้มาง่ายๆ ^^
สุดท้าย
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนที่จะสมัครบัตรวัตสันนะคะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



























