แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตอนจบของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานอกศาล




เรื่องราวยังไม่จบ คิดว่าทุกอย่างจะจบในวันที่ศาลพิจารณาตัดสินให้เพราะมีการทำสัญญากันต่อหน้าศาลเรียบร้อยแล้ว แต่หลังจากวันนั้นมาลูกชายจำเลยคนที่ต้องชดใช้เงินจำนวนนี้แทนพ่อของเค้าโทรมาหาเราขอร้องให้เราลดจำนวนเงินชดเชยลงอีกหนึ่งแสนได้ไหมเพราะเค้าบอกว่าเมียเค้าเพิ่งคลอดลูกได้สิบวัน เราเองก็มีลูก รู้ว่าการเลี้ยงเด็กมันลำบากต้องมีเงินไว้เผื่อเจ็บป่วย ค่านม ค่าจิปาถะ เราจึงตอบตกลงไป เพื่อให้เค้าซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวดูแลลูกเมียโดยไม่ลำบากมากเกินไป แต่ขอให้ส่งหลักฐานใบสูติบัตรมาให้เราดูว่ามีลูกจริงไม่ได้หลอกลวงกัน น้องเค้าก็ตกลงและส่งรูปสูติบัตร และรูปลูกชายของเค้ามาให้เราดู สัญชาตญาณของความเป็นแม่อ่ะนะ ก็อวยพรขอให้ลูกชายเค้ามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและโตไวๆ  หลังจากนั้นก็ร่างสัญญาขึ้นมาใหม่และส่งไปให้เค้าอ่านก่อน เค้าก็ตกลงและนัดมอบเงินสดกันเลย เค้าขับรถจากชลบุรีไปเช้าเย็นกลับ บอกว่าจะรีบกลับมาดูลูกเราก็เข้าใจเพราะลูกเพิ่งเกิด ก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่ก็บอกเค้าว่าเดินทางปลอดภัยนะ เค้าก็บอกเช่นกันนะครับ และเราบอกเค้าว่าจะพาพ่อเค้าไปขออโหสิกรรมสามีเรา โดยบอกให้เค้าแวะซื้อพวงมาลัยมาด้วย ตามสี่แยกไฟแดงมีขาย จะได้จบสิ้นกันแค่ชาตินี้ไม่มีอะไรติดค้างต่อกันอีก เรารู้ว่าสามีเราเค้าเป็นคนดีเค้าไม่ติดใจอะไรอีกแน่นอน จึงนัดเจอกันที่จังหวัดอุทัยธานี เราก็ขับรถจากกรุงเทพตรงไปอุทัยธานีเลยเหมือนกัน เจอกันที่อำเภอเมืองก่อนแล้วจึงขับรถพาเค้าออกไปนอกเมือง เค้าก็ขับตามห่างๆ คิดว่าก็คงกลัวเหมือนกันแต่เราบริสุทธ์ใจ เมื่อไปถึงวัด ก็จุดธูปส่งให้พวกเค้า พวกเค้าก็พากันไปหน้ารูปที่เก็บกระดูกสามีเรา เสร็จแล้วก็มาจ่ายเงินและเซ็นต์สัญญากัน สามฝ่ายมีเรา แม่สามี และจำเลย เราเห็นรอยยิ้มจากจำเลย ตั้งแต่วันแรกที่พบกันบนศาลเรารู้สึกว่าเค้าไม่สบายใจ เรารู้ว่าเค้ารู้สึกยังไง เค้านิ่งเงียบเฉยเมย เหมือนไม่สนใจไยดี จนวันนี้เราพาเค้ามาขออโหสิกรรมสามีเราเค้าคงรู้สึกดีขึ้นกับความผิดที่เค้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิด เราเองก็สงสารเค้าและลูกชายเค้าที่ต้องมาชดใช้แทนพ่อของเค้า ซึ่งเราก็ได้ลดหย่อนให้ตามที่เค้าร้องขอมาโดยที่เราคิดว่าเงินที่เค้าให้มันก็ไม่ได้น้อยจนเกินไป เรากลับรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราลดให้เค้าในส่วนของเรา ส่วนของแม่สามีก็ให้ตามที่ตกลงกันไว้ตอนแรกที่ศาล ตอนนี้เรื่องนี้จบลงแล้ว จบบริบูรณ์ ข้าพเจ้า ขออโหสิกรรมให้กับจำเลยในคดีนี้ ไม่ขอติดใจอะไรอีก ขอให้จบสิ้นกันแค่นี้ สาธุ

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ผลการพิจารณาคดีอาญาข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย



เมื่อถึงเวลานัด 9.00 น. ทุกคนมาพร้อมฟังผลการพิจารณาของคดีประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย(หลังจากศาลบอกว่าเราไม่สามารถเรียกร้องขอเงินชดเชยกรณีได้รับบาดเจ็บ)
เริ่มจากศาลถามจำเลยว่า คุณทราบหรือไม่ว่าครอบครัวของผู้ตายเรียกร้องขอเงินชดเชยมาจำนวนเท่าไร
จำเลยยืนนิ่งพี่สาวจำเลย พูดขึ้นมาว่า โทรหาเค้าแล้วเค้าบอกว่าไปคุยกันในศาลทีเดียว ตอนนั้นเราโมโหมากหันไปมองหน้าคนที่โทรมาคือลูกชายเค้า ลูกชายเค้าโทรมาหาเราแล้วก็ไม่พูดเงียบ เราก็ถามว่ายังไงเค้าก็บอกผมหาได้ห้าหมื่นเองตอนนี้ เราก็เลยบอกว่างั้นก็ไปคุยกันที่ศาลเดี๋ยวศาลเค้าก็พิจารณาลดให้เอง แต่ดูสิ่งที่เค้าบอกกับศาลสิจะให้เรารู้สึกดีกับพวกเค้าได้ยังไงตอนแรกก็สงสารอยู่แต่พอได้ยินแบบนี้ก็พอเลิกสงสารหันมาสงสารตัวเองทันที แล้วศาลก็บอกว่าเค้าเรียกมา 2 ล้านบาท ซึ่งคิดว่าในส่วนของภรรยา คิดจากจำนวนเงินที่ผู้ตายเคยให้ จำนวนเดือนละ 3,500 x 32 ปี(อายุจนถึง 60) = หนึ่งล้านกว่า โดยประมาณ และบิดาเรียกร้องมาจำนวน 400,000 บาท ก็คำนวณเหมือนกัน ซึ่งของบิดารวมค่าปลงศพด้วย 80,000 บาท ซึ่งปัจจุบันค่าปลงศพจำนวนนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ศาลจึงถามจำเลยว่าคุณจะชดเชยให้ครอบครัวเค้าจำนวนเท่าไร
จำเลยยืนนิ่งมีแต่ลูกสาวลูกชาย หลานพี่เพื่อนช่วยกันต่อรองราคาให้ บอกกับศาลว่า 50,000 ได้หรือไม่ ตอนนั้นศาลก็แสดงอาการไม่พอใจเหมือนกันเท่าที่เห็น และศาลก็บอกว่ามันน้อยเกินไปขยับขึ้นมาหน่อยได้ไหม ก็รู้ว่าไม่มีแต่ลองคิดกลับกันถ้าผู้ตายเป็นฝั่งคุณ คุณจะอยากจะรับเงินจำนวนนี้หรือไม่ ฝ่ายจำเลยก็นิ่ง จนศาลต้องบอกว่า ห้าแสนได้ไหม รวมกันของภรรยากับของพ่อไปแบ่งกันเอาเอง ก็หันมาถามฝ่ายเรากับพ่อ เราก็ตกลงแต่ฝ่ายจำเลยไม่ตกลง บอกแต่ไม่มี เหตุผลว่าจำเลยไม่ได้ทำงานอะไร จำเลยอายุ 57 ปี ลูกชายทำงานโรงงานอยู่ชลบุรี ลูกสาวทำงานร้านอาหาร นู่นนี่นั่น ขอต่อกับศาลอีก สองแสนได้ไหม  ศาลทิ้งให้พวกเราอยู่ในห้องเพื่อตกลงกัน แต่ฝ่ายจำเลยไม่เคยพูดอะไรกับทางเราเลย จนเราบอกให้น้องสาวสามีหันไปถามสิว่าจะเอาอย่างไร เพราะมันนานมากแล้วที่พวกเค้านิ่งเฉยไม่ยอมตกลง พอหันไปถามพวกเค้าก็บอก สองแสนได้ไหม เราโมโหหันไปบอกว่าที่ขาพี่เป็นแบบนี้พี่ก็ไม่ได้เรียกร้องเพิ่ม ห้าแสนก็ให้ผ่อนชำระรายเดือนอีก มันก็เงียบเฉย จนศาลเข้ามาถามว่าตกลงกันได้ไหม มันก็บอกศาลว่าขอลดลงมาอีกหน่อยได้ไหมครับ สองแสน ศาลก็บอกว่าถ้าจะลดก็ลดได้ แต่คุณต้องวางเงินหนึ่งแสนและจ่ายอีกสามแสน หรืออะไรแบบนี้ ฝ่ายจำเลยก็นิ่งเงียบ บอกแต่ไม่มีหาไม่ได้ต้องไปกดบัตรเครดิตมาจ่าย ศาลก็บอกไม่อยากให้เป็นหนี้บัตรเครดิตดอกเบี้ยมันสูงคดีความเกี่ยวกับบัตรเต็มไปหมด จนกระทั่งศาลบอกว่าเอาอย่างนี้ สามแสน แล้วคุณวางวันนี้ก่อนห้าหมื่น จำเลยก็ไม่ยอมอีกบอกไม่มีเงินอีกละ ทั้งที่ตอนแรกบอกมีห้าหมื่นตั้งแต่วันที่โทรมาหาเราอาทิตย์ก่อนละ ขอศาลขอโอนให้เราเองในวันสิ้นเดือน ก่อนวันที่ 5 ศาลก็หันมาถามฝั่งเรา ด้านพ่อกับแม่ของสามีเราเค้าสงสารฝั่งนู่นมากบอกยอมเถอะ เราจึงยอม เรื่องจึงจบศาลก็พิมพ์สัญญาให้ ว่าจะโอนเงินงวดแรกจำนวน ห้าหมื่นบาท เข้าบัญชีเรา และเดือนต่อไปเดือนละไม่ต่ำกว่าสี่พันบาท ไม่เกินวันที่ 5 ของทุกเดือนหากผิดสัญญาให้มาร้องต่อศาลอีก เพื่อจะคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 จากจำนวน สามแสนห้าหมื่นบาท เรื่องจึงจบ เท่ากับว่าเราได้รับเงินชดเชยจากกรณีสามีเสียชีวิต สองแสนบาทจากที่ร้องขอไปสองล้าน พ่อสามีได้หนึ่งแสนบาทจากที่ขอไปสี่แสนบาท  และศาลก็พิจารณาคดีอาญาต่อ ให้จำเลยติดคุก 4 ปี ปรับ 12,000 บาทและถามจำเลยว่ารับสารภาพหรือไม่กับความผิด จำเลยตอบว่ารับ ศาลก็พิจารณาลดโทษให้เหลือ 2 ปี ปรับ 6,000 บาท แต่รอลงอาญา และให้คุมประพฤติเป็นเวลา 1 เดือน บำเพ็ญประโยชน์ 24 ชม. และหากจำเลยไม่มีเงินเสียค่าปรับให้จำคุกชดใช้คืนละห้าร้อยบาท และให้ตำรวจประจำศาลพาตัวจำเลยไปตอนแรกเรารู้สึกโมโห รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ศาลพูดมาคำนึงว่าให้คิดว่าเป็นเคราะห์กรรมร่วมกัน ตอนแรกก็คิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้ไม่คิดแบบนั้น เพราะถ้าเค้าช่วยเหลือเราในคืนนั้นสามีเราอาจไม่ตาย เป็นสาเหตุที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรม เรารู้ว่าเค้าก็คงไม่มีเงินอะไรมากมาย แต่เราอยากให้เค้าชดใช้สิ่งที่เค้ากระทำกับเรา ความรู้สึกเราแทบจะตายไปพร้อมกับสามีเลยคืนนั้น เราไม่รู้ว่าตัวเองช็อกไป 4 ปีเต็ม ไม่พูด ไม่คุย ไม่เล่นกับใครเลย จนกระทั่งสี่ปีเราหัวเราะแบบที่เรารู้สึกว่าเฮ้ยเราไม่ได้หัวเราะแบบนี้มาสี่ปีเต็ม เราไม่เคยคุยเล่นกับเพื่อนแบบนี้มาสี่ปีเต็ม เราไม่เคยมีความสุขเลยตั้งแต่เสียสามีไป เช้ามาทำงานเย็นกลับบ้าน เสาร์อาทิตย์กลับไปดูแลพ่อแม่ลูก เรารู้สึกว่าชีวิตเรากลับมายิ้มได้เล่นกับเพื่อนได้ หลังจากผ่านเหตุการณ์คืนนั้นมาสี่ปีเต็ม แต่ทุกครั้งที่เหนื่อยท้อก็คิดถึงสามีตลอด เรารู้สึกว่าศาลเห็นใจจำเลย มากกว่าผู้เสียหายซะอีก เรารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ แต่ท่านเป็นคนกลางท่านก็คงคิดว่าทำดีที่สุดแล้ว ตามนั้นคะท่าน เราเป็นแค่คนธรรมดาก็ต้องยอมรับไป จบคะ ได้แต่หวังว่ามันจะไม่ผิดสัญญาไม่อยากไปฟ้องร้องอะไรกับใครอีกแล้วเบื่อความไม่ยุติธรรม

ความผิดของอัยการหรือศาล





วันศุกร์ที่ผ่านมาได้ไปฟังผลการพิจารณาคดีความของเรา ศาลแจ้งว่าเราไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องเอาเงินชดเชยจากการบาดเจ็บในอุบัติเหตุครั้งนี้ได้ หากต้องการให้ไปฟ้องร้องเอาเป็นคดีแพ่งต่อไป ซึ่งถ้าต้องฟ้องร้องคดีแพ่งเราต้องเสียค่าธรรมเนียม ค่าทนาย เอง ซึ่งก็คงเป็นจำนวนเงินไม่ใช่น้อย ทั้งๆที่ สามารถฟ้องร้องในคดีนี้ได้โดยเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตามมาตรา 44/1 แต่ก็เข้าใจว่าทำไม ซึ่งศาลไม่ได้บอก แต่เรารู้ด้วยตนเองเพราะคุมประพฤติที่เรียกเราไปสอบปากคำเพิ่มเติมได้บอกเราแล้วว่า คำฟ้องคดีนี้อัยการเขียนว่า ประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่ไม่ได้กล่าวถึงผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งๆที่หมายจับจากตำรวจ ก็ได้เขียนไว้ชัดเจนแล้วว่า ประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บ ฉะนั้น เราจึงสรุปเองว่าเป็นเพราะอัยการที่เป็นคนส่งฟ้องคดีนี้ ทำเราตกหล่นจากคดี เพียงเพื่อต้องการให้คดีจบไว เราคิดเองนะ เพราะถ้าเค้าส่งฟ้องเช่นนั้น ศาลตัดสินทุกอย่างจบ คนผิดจ่ายเงินรอลงอาญา คนผิดก็ยังอยู่ในสังคมต่อไป  ศาลก็จะตัดสินโดยที่เราไม่รู้เรื่องว่าคดีนี้จับคนกระทำความผิดได้เมื่อไร เพราะอัยการไม่มีหนังสือแจ้งให้กับตัวเราผู้เสียหายกับบิดาของผู้ตายได้ทราบเลย ที่เรารู้เรืองเพราะศาลแจ้งไปที่คุมประพฤติให้ติดตามตัวเรากับบิดาของผู้ตายมาสอบปากคำเพิ่มเติมว่าเค้าได้เยียวยาอะไรบ้างหรือป่าวหลังจากเกิดเหตุ และต้องขอขอบคุณคุมประพฤติที่ได้แนะนำให้มาทำคำร้องขอให้จำเลยจ่ายเงินชดเชยเป็นค่าขาดผู้อุปการะให้กับบิดากับภรรยาของผู้ตาย ในส่วนของค่าปลงศพ และค่าขาดไร้อุปการะ ซึ่งเราต้องไปติดตามดำเนินเรื่องเองหมดทุกอย่าง พอดำเนินเรื่องไปแล้ว ก็พบว่าตนเองร้องขอเงินชดเชยจากการได้รับบาดเจ็บไม่ได้ ก็รู้สึกโกรธนะ ไม่รู้ว่าเป็นความผิดของใคร แต่เท่าที่รู้ ความผิด 2 ข้อ  
คือ 1. ไม่มีหนังสือแจ้งให้ผู้เสียหายรับรู้ว่าจำเลยถูกจับตัวได้แล้ว จนศาลเกือบจะตัดสินคดีไปแล้ว 

      2. อัยการเขียนคำฟ้องคดีไม่ครบถ้วนตามหมายจับของตำรวจ ทำให้เราไม่สามารถเรียกร้องเงินชดเชยที่ขาเราเกือบขาดได้ 

ความผิด 2 ข้อนี้เป็นความผิดของศาลรึป่าว หรือของอัยการที่ทำเรื่องส่งฟ้องศาล เรารู้สึกแย่กับกระบวนการยุติธรรมมากๆ จากเรื่องนี้ แต่ยังไม่พอเมื่อเข้ารับฟังคำตัดสินเราก็ต้องผิดหวังมากกว่าเดิมอีก 

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เหนื่อยแทบขาดใจ มาตรา 44/1

เมื่อวานได้ไปให้ปากคำที่สำนักงานคุมประพฤติจังหวัด ระหว่างให้ปากคำเจ้าพนักงานก็ทำเหมือนแสดงความเสียใจเอามือเช็ดน้ำตา ทำให้เราเกือบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ แม้เหตุการณ์จะผ่านมา 7 ปีแล้วแต่ทุกครั้งที่นึกถึงมันก็เสียใจทุกครั้ง เมื่อให้ปากคำเสร็จเรียบร้อยเจ้าพนักงานคุมประพฤติก็ให้ไปติดต่อกับสำนักงานยุติธรรมจังหวัดเพื่อปรึกษาเรื่องการดำเนินการฟ้องในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยคดีอาญา เท่าที่ได้คุยกับพนักงานคุมประพฤติเค้าไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับคดีความ ไม่ทราบเกี่ยวกับกฎหมายและขั้นตอนเท่าไร แต่เค้าก็พยายามแนะนำให้เราไปปรึกษาเพื่อขอทนายความที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เมื่อไปถึงที่สำนักงานยุติธรรมเค้าก็ให้คุยกับทนายความ ทนายความก็เขียนคำร้องขอทนายความให้เพื่อดำเนินการฟ้องแทนเราในคดีแพ่งโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ พอเขียนเสร็จเรียบร้อยก็ให้เราพบกับเจ้าพนักงานยุติธรรมอีกคนหนึ่ง เค้าก็อ่านคำร้องและคำฟ้องของเราพร้อมกับบอกเราว่าเรื่องนี้สามารถให้อัยการฟ้องแทนได้เลยไม่ต้องใช้ทนายความ ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วจากการศึกษาเองในอินเตอร์เนตเพียงแต่เราไม่รู้ว่าทำยังไงถึงจะไปบอกให้อัยการฟ้องให้เรา เจ้าพนักงานยุติธรรมก็เลยพาเราไปยังศาลากลางจังหวัดซึ่งสามารถเดินไปได้เพราะอยู่ใกล้กันพอเข้าไปเจอกับอัยการเจ้าพนักงานยุติธรรมก็ถามว่า กรณีของเราสามารถฟ้องเรียกร้องสินไหมทดแทนได้หรือไม่ จากการได้รับบาดเจ็บและสามีเสียชีวิต อัยการก็หยิบเอกสารบนโต๊ะมาและก็เปิดดูว่าชื่อเราอยู่ตรงไหน เพราะคำร้องคดีอาญาจะระบุว่า กระทำการประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เท่านั้น สำหรับเราต้องฟ้องคดีแพ่งเอา ซึ่งเราก็ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมนี้เลย ไม่มีการเผยแพร่ให้ประชาชนทราบถึงขั้นตอนและวิธีการที่ถูกต้องชัดเจน มีเพียงคำบอกทางโทรศัพท์เท่านั้นที่เรามายื่นคำร้องเรียกสินไหมทดแทนในวันนี้ เพราะเราก็เพิ่งทราบอีกเหมือนกันว่าทางอัยการคดีอาญาท่านนี้ต้องเป็นผู้ออกหนังสือแจ้งไปยังเราผู้เสียหายและพ่อของสามีเราเพื่อให้มาดำเนินการเขียนคำร้องตามกฎหมายแพ่ง มาตรา 44/1 ที่ศาลากลางจังหวัด เมื่ออัยการเห็นว่าเรามาดำเนินการยื่นฟ้องเรียกสินไหมนี้จึงพาเราไปยังห้องอัยการที่เกี่ยวกับคดีแพ่ง เราก็เพิ่งรู้อีกแระว่าอัยการแต่ละคดีเค้าแยกกัน อัยการคดีอาญา ก็ดำเนินการเกี่ยวกับคดีอาญา อัยการคดีแพ่งก็ดำเนินการเกี่ยวกับคดีแพ่ง และกรณีของเราเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้น อัยการคดีแพ่งบอกว่าถ้าอัยการคดีอาญาไม่พาเรามาหาในวันนี้เค้าก็ไม่สามารถทราบได้ว่าเค้าต้องดำเนินการอย่างไรในคดีของเราเพราะไม่มีใครส่งเรื่องมาให้ และอัยการคดีแพ่งก็เขียนบันทึกคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนให้เราถือไปยื่นต่อศาล เราก็ถามถึงในกรณีของพ่อของสามีด้วยที่เราจะให้เค้าเรียกร้องค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ อันนี้เราก็ศึกษามาเองอีกว่าเราสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้างและขั้นตอนวิธีคำนวณเงินคำนวณอย่างไร ไม่มีใครได้บอกให้เราทราบเลยว่าเราต้องคำนวณอย่างไร อัยการแพ่งก็เขียนตามวิธีคำนวณที่เราส่งให้ไป เราจะอ้างกฎหมายทุกอย่าง ว่าเราขอเรียกร้องเงินสินไหมตามประมวลกฎหมายแพ่งมาตราเท่าไร คำนวณเงินได้จากอะไร เค้าก็เขียนของเราลงในใบคำร้องโดยไม่ถามเราสักคำว่าเราเอามาจากไหนอย่างไรถูกหรือผิดอย่างไร จนเราถามเค้าว่าคิดแบบนี้ใช่ไหม เค้าก็บอกว่าก็เรียกร้องไปตามสิทธิ์แต่จะได้ตามนี้หรือไม่ขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณา อันนี้เราก็ทราบดีอยู่แล้วอีกข้อมูลที่หามาแน่นพอ เมื่อทุกอย่างของเราเสร็จลงเราก็โทรให้น้องสาวสามีคุยกับอัยการว่าต้องพาพ่อมาดำเนินการอย่างไรที่ไหน เพราะเราเคยบอกน้องไปแล้วแต่น้องเฉยเรากลัวว่าจะเสียสิทธิ์ แต่ดูเหมือนว่าน้องสาวสามีจะคุยกับอัยการไม่รู้เรื่อง อัยการถามเราว่าเค้าทำงานอะไร เราบอกเป็นอาจารย์คะ คือน้องเค้าจะประมาณว่าชั้นรู้มาแบบนี้คือแบบที่ถามอาจารย์สอนกฎหมายซึ่งมันไม่มีทางจะถูกต้อง มันเป็นแค่ทฤษฎี แต่การปฏิบัติมันต่างกัน เมื่ออัยการเห็นว่าคุยไปก็ไม่รู้เรื่องจึงส่งโทรศัพท์คืนให้เรา เราเลยบอกค่อยคุยกันทีหลังนะ เพราะเราก็รู้ละว่าน้องสาวคงจะคุยไม่รู้เรื่องแน่นอน หลังจากเราได้คำร้องแล้วก็เดินทางไปยังศาลซึ่งก็อยู่ใกล้ๆกันนั่นแระ นี่เป็นครั้งที่สองที่ต้องเข้ามาในศาล ยื่นเสร็จเจ้าหน้าที่ก็ถามว่าทำไมเพิ่งมายื่นไม่มีทนายความหรือ คำถามนี้ทำให้เรารู้ว่าเจ้าหน้าที่ก็คงไม่รู้วิธีนี้แน่ เราเลยบอกว่าไม่มีคะแล้วก็เพิ่งทราบเรื่องจากคุมประพฤติว่าจับคนผิดได้ เจ้าหน้าที่เลยบอกว่าให้เรามาฟังผลการพิจารณาด้วยนะ ทราบห้องพิจารณาหรือไม่เราก็บอกว่าไม่ทราบอะไรเลยคะทราบเพียงวันที่ 24 ที่จะถึงนี้เท่านั้นจากการบอกของเจ้าพนักงานคุมประพฤติ เราพอรู้ว่าอัยการคดีอาญาต้องทำเรื่องส่งให้เราแต่อัยการบอกว่าไม่ทราบว่าเรื่องตกหล่นที่ไหน แค่นั้น พอยื่นเรื่องที่ศาลเสร็จก็ขับรถกลับกรุงเทพมหานคร เหนื่อยมากคะ แล้วจะเรียบเรียงขั้นตอนที่ถูกต้องในกรณีนี้อีกครั้งเพื่อเผยแพร่ให้คนอื่นทราบต่อไป 

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

อ่าน 10 ฎีการวดเดียวเกี่ยวกับ ป.วิอาญา

https://thamaaya.wordpress.com/2015/09/10/%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-10-%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%94/

กฎหมายที่เกี่ยวกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

เมื่อรู้ว่าต้องไปให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีอาญา มาตรา 291  สิ่งที่เราต้องทำคือค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษาคดีที่ผ่านมา จากการค้นคว้ามา 2 วัน เราพอรู้ข้อมูลว่า สิ่งที่ตำรวจเขียนลงในคำร้องฟ้องศาล ได้เขียนเพียงว่าจำเลยได้กระทำการประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเท่านั้น มิได้กล่าวถึงเราผู้ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการกระทำนี้ด้วยเลย ซึ่งการที่จะบอกได้ว่าสาหัส จากการค้นหาข้อมูลมา คือการนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลา 15-20 วัน ซึ่งตอนนั้นเราพักรักษาตัวเป็นเวลา 18 วัน แต่ต้องหาหลักฐานการรักษาตัวมายื่น ซึ่งก็ไม่น่าจะยากสำหรับเราอาจต้องมีการปะทะวาจากะทางโรงพยาบาลบ้างอะไรบ้าง เพราะเรารักษา 2 โรงพยาบาล และจากการค้นคว้าด้วยตัวเองเพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะปรึกษากะทนายที่ไหนได้ ที่เค้าจะยอมให้เราปรึกษาฟรีและให้เรารู้และเข้าใจในแบบที่เราต้องการได้ เราจึงหันหน้าเข้าหาอินเตอร์เนตและพบว่าคดีเรามีความเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ดังนี้
 ประมวลกฎหมายอาญา
- มาตรา 291 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
- มาตรา 390 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
- มาตรา 438 ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
อนึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิดหรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆอันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย
- มาตรา 444 ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยนั้น ผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้ชดใช้ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน ทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาอนาคตด้วย

และยิ่งค้นก็ยิ่งพบ เราพบว่าเราสามารถฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้จากการฟ้องร้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตามมาตรา ดังนี้

มาตรา ๔๐ การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา ๔๑ ถ้าการพิจารณาคดีแพ่งจักทำให้การพิจารณาคดีอาญาเนิ่นช้าหรือติดขัดศาลมีอำนาจสั่งให้แยกคดีแพ่งออกจากคดีอาญา และพิจารณาต่างหากโดยศาลที่มีอำนาจชำระ


มาตรา ๔๒ ในการพิจารณาคดีแพ่ง ถ้าพยานหลักฐานที่นำสืบแล้วในคดีอาญายังไม่เพียงพอ ศาลจะเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมอีกก็ได้ในกรณีเช่นนั้นศาลจะพิพากษาคดีอาญาไปทีเดียว ส่วนคดีแพ่งจะพิพากษาในภายหลังก็ได้


มาตรา ๔๓ คดีลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกงยักยอกหรือรับของโจร ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย


มาตรา ๔๔ การเรียกทรัพย์สินหรือราคาคืนตามมาตราก่อน พนักงานอัยการจะขอรวมไปกับคดีอาญาหรือจะยื่นคำร้องในระยะใดระหว่างที่คดี อาญากำลังพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก็ได้คำพิพากษาในส่วนเรียกทรัพย์สินหรือราคาให้รวมเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีอาญา


มาตรา ๔๔/๑ ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายชื่อเสียงหรือได้รับความเสีย หายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสิน ไหมทดแทนแก่ตนก็ได้การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่งและผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหายและจำนวนค่า สินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสิน ไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ และในกรณีที่พนักงานอัยการได้ดำเนินการตามความในมาตรา ๔๓ แล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งเพื่อเรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินอีกไม่ได้


มาตรา ๔๔/๒ เมื่อได้รับคำร้องตามมาตรา ๔๔/๑ ให้ศาลแจ้งให้จำเลยทราบ หากจำเลยให้การประการใดหรือไม่ประสงค์จะให้การให้ศาลบันทึกไว้ ถ้าหากจำเลยประสงค์จะทำคำให้การเป็นหนังสือให้ศาลกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การ ตามที่เห็นสมควร และเมื่อพนักงานอัยการสืบพยานเสร็จศาลจะอนุญาตให้ผู้เสียหายนำพยานเข้าสืบ ถึงค่าสินไหมทดแทนได้เท่าที่จำเป็น หรือศาลจะพิจารณาพิพากษาคดีอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภาย หลังก็ได้ถ้าความปรากฏต่อศาลว่าผู้ยื่นคำร้องตามมาตรา ๔๔/๑ เป็นคนยากจนไม่สามารถจัดหาทนายความได้เอง ให้ศาลมีอำนาจตั้งทนายความให้แก่ผู้นั้น โดยทนายความที่ได้รับแต่งตั้งมีสิทธิได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายตาม ระเบียบที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด


มาตรา ๔๕ คดีเรื่องใดถึงแม้ว่าได้ฟ้องในทางอาญาแล้ว ก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องในทางแพ่งอีก


มาตรา ๔๖ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา


มาตรา ๔๗ คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ราคาทรัพย์สินที่สั่งให้จำเลยใช้แก่ผู้เสียหาย ให้ศาลกำหนดตามราคาอันแท้จริง ส่วนจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนอย่างอื่นที่ผู้เสียหายจะได้รับนั้น ให้ศาลกำหนดให้ตามความเสียหายแต่ต้องไม่เกินคำขอ


มาตรา ๔๘ เมื่อศาลพิพากษาให้คืนทรัพย์สิน แต่ยังไม่ปรากฏตัวเจ้าของ เมื่อใดปรากฏตัวเจ้าของแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรักษาของคืนของนั้นให้แก่เจ้าของไปในกรณีที่ปรากฏตัวเจ้าของ ให้ศาลพิพากษาสั่งให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรักษาของคืนของนั้นให้แก่เจ้าของไปเมื่อมีการโต้แย้งกัน ให้บุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของอันแท้จริงในทรัพย์สินนั้นฟ้องเรียกร้องยังศาลที่มีอำนาจชำระ


มาตรา ๔๙ แม้จะไม่มีฟ้องคดีส่วนแพ่งก็ตาม เมื่อพิพากษาคดีส่วนอาญา ศาลจะสั่งให้คืนทรัพย์สินของกลางแก่เจ้าของก็ได้


มาตรา ๕๐ ในกรณีที่ศาลสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สิน หรือค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายตามมาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ หรือมาตรา ๔๔/๑ ให้ถือว่าผู้เสียหายนั้นเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา


มาตรา ๕๑ ถ้าไม่มีผู้ใดฟ้องทางอาญา สิทธิของผู้เสียหายที่จะฟ้องทางแพ่งเนื่องจากความผิดนั้นย่อมระงับไปตาม กำหนดเวลาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาเรื่องอายุความฟ้องคดีอาญา แม้ถึงว่าผู้เยาว์หรือผู้วิกลจริตในมาตรา ๑๙๓/๒๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะเป็นผู้ฟ้องหรือได้ฟ้องต่างหากจากคดีอาญา ก็ตามถ้าคดีอาญาใดได้ฟ้องต่อศาลและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลด้วยแล้ว แต่คดียังไม่เด็ดขาดอายุความซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิจะฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตามมาตรา ๙๕ แห่งประมวลกฎหมายอาญาถ้าโจทก์ได้ฟ้องคดีอาญาและศาลพิพากษาลงโทษจำเลยจนคดีเด็ดขาดแล้วก่อนที่ได้ฟ้อง คดีแพ่งสิทธิของผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีตามกำหนดอายุความในมาตรา ๑๙๓/๓๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ถ้าโจทก์ฟ้องคดีอาญาและศาลพิพากษายกฟ้องปล่อยจำเลยจนคดีเด็ดขาดแล้วก่อนที่ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง สิทธิของผู้เสียหายจะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์


ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 บัญญัติว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ  ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น 

ถ้าผู้เสียหายเป็นคนจน  สามารถยื่นฟ้องด้วยตนเอง  โดยขอความช่วยเหลือจากนิติกรของศาล  หรือสภาทนายความหรือทนายคลายทุกข์  โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา 155  ขอยกเว้นค่าธรรมเนียม  และถ้าศาลเชื่อว่าจนจริงก็จะอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา 156

แนวทางของเรายังไม่จบ ยังมีอีกเยอะเลย สู้สู้ 




วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เมื่อตำรวจจับคนร้ายได้สิ่งที่ต้องทำต่อคืออะไร

หลังจากที่เราโพสเรื่องเหตุการณ์ในคืนที่เราเสียสามีไปไม่ถึงเดือน วันนี้เราก็ได้รับโทรศัพท์จากตำรวจว่าสามารถจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้แล้ว ที่จังหวัดกำแพงเพชร และได้ประกันตัวออกไปแล้วด้วยมั้งถ้าจำไม่ผิด แต่ตำรวจบอกว่าศาลขอให้เราให้ปากคำเพิ่มเติมโดยติดต่อให้เราไปให้ปากคำที่สำนักงานคุมประพฤติแขวงดุสิต เพื่อความสะดวกในการเดินทางเพราะเราอยู่กรุงเทพ ซึ่งเราก็ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย คดีความว่าต้องอะไรอย่างไร จึงเริ่มต้นค้นหาตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับสามีเราซึ่งก็มีมากมายเหลือเกิน อ่อตำรวจบอกเราว่า จากคำฟ้องที่เสนอต่อศาล ฟ้องแค่ว่ากระทำความผิดโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่มิได้เอ่ยถึงเราผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเลย ที่บอกว่าสาหัสเพราะเราอ่านมาวันนี้ เค้าบอกว่าถ้านอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่ 18-20 วันมั้งถือว่าสาหัส แต่ไอ้ตำรวจคนที่ทำสำนวนส่งฟ้องมันไม่กล่าวถึงเราเลย เราก็ถามตำรวจคนที่โทรว่าตำรวจคนนั้นยังอยู่ไหม ตำรวจคนนี้ได้แต่อ้ำอึ้งเราเลยไม่ได้ว่าอะไร แล้วตำรวจก็ถามว่าจะคุยไหม เราบอกไม่เป็นไร ตำรวจคนนี้เลยบอกว่าจะเขียนเพิ่มให้ใหม่ เพราะในบันทึกประจำวันก็เขียนว่าเราซ้อนท้ายอยู่เราก็บอกกับตำรวจคนนี้ว่า คืนนั้นตำรวจมาถึงเราเป็นคนแรกเพราะรถที่ขับผ่านเป็นคนแวะบอกให้ตำรวจมา และตำรวจเป็นคนพาเรากับสามีไปที่โรงพยาบาลเห็นบาดแผลเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง แต่ทำไมไม่เขียน เราลืมบอกว่าจะฟ้องกับตำรวจนายนั้นว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่เรารู้อยู่แล้วละว่าใครเป็นคนเขียนสำนวนส่งฟ้อง และในวันที่เราต้องไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 24 เดือนนี้เราจะถามมันว่าทำไมไม่เขียนว่า และทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถ้าเป็นญาติมัน มันจะเขียนให้ไหม ตั้งแต่ที่รู้ว่าจับตัวได้ ตอนแรกก้อคิดว่าจะไม่เอาความแต่รู้ว่าสามารถเรียกร้องค่าชดเชยได้ จากกรณีที่เป็นสามีภรรยา เรียกว่าค่าไร้ผู้อุปการะ และในส่วนของบิดามารดา ก็สามารถเรียกร้องได้เพราะสามีเราก็ให้เงินแม่เค้าทุกเดือน และที่สำคัญมันผิดเต็มๆ ไม่มีข้อแก้ตัว ไม่มีข้อที่จะละเว้นโทษหนักให้กับมันได้เลย ตอนนี้โมโหทั้งตำรวจและโมโหทั้งมัน มันต้องได้รับโทษอย่างสาสมที่มันไม่สนใจไม่เหลียวมองไม่คิดที่จะช่วยเหลือเราเท่าที่จะช่วยได้เลยในตอนนั้น ช่วงนี้ขอหายไปสักพักขอเคลียร์เรื่องคดีความให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วจะกลับมาเขียนบล็อกต่อหวังว่าคนอ่านจะรออ่านข้อความต่อไปของเรานะคะ เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะ เรารู้สึกเหนื่อยล้ากับชีวิตเหลือเกิน เราไม่ได้อยากมีคดีความ ไม่ได้อยากทะเลาะกับใครเลยสักคน  อยากอยู่เงียบๆ อย่างสงบก็พอ ฝันดีคะคนอ่าน^^