แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่า แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559

มีคนเรียกตอนเช้ามืดทั้งๆ ที่อยู่คนเดียว

เมื่อก่อนจะได้ยินเสียงเรียกชื่อเล่นของตัวเอง บ่อยเป็นเสียงผู้ชาย เสียงนี้มันจะไม่ใช่เสียงที่เหมือนเปล่งออกมาจากปาก แต่เป็นเสียงที่ก้องอยู่ในหัวในขณะที่เรานอนหลับ สำหรับเมื่อก่อนเราได้ยินบ่อยจนชิน คิดว่าสามีที่เสียไปแล้วเรียก ส่วนใหญ่จะเรียกตอนใกล้เช้า บางทีก็เช้าเลยแล้วก็รีบลุกอาบน้ำไปทำงาน คือ ได้ยินจนชินนะ แต่ช่วงหลังตั้งแต่ย้ายหอมาหอใหม่ได้สามเดือนไม่มีใครมาเรียกแล้ว และเอาฟัน(เขี้ยว) ของแฟนไปลอยอังคารแล้วด้วย เลยคิดว่าเค้าคงไม่อยู่กับเราแล้วคงไปเกิดใหม่แล้ว แต่เมื่อเช้านี้ได้ยินเสียงเรียกอีกแล้ว แต่คิดว่าไม่ใช่สามีเราเพราะเป็นเสียงผู้หญิงอ่ะ อันนี้ไม่รู้จริงๆ ว่าใคร เลยลองเข้าไปดูในกูเกิ้ลว่ามีใครเคยเจอเรื่องราวแบบเราไหม ก็มีคนเจอนะ ก็อปมาให้อ่านจากเว็ปพันทิฟ ลักษณะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน

1.เมื่อก่อนเจอบ่อยค่ะ เราอยู่ห้องรับแขกได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกจากในครัว นึกว่าแม่เรียก พอเข้าไปในครัวถามแม่ แม่บอกว่าไม่ได้เรียก หลายครั้งเลยค่ะที่เวลาเราอยู่หน้าบ้านเรียกมาจากหลังบ้าน อยู่หลังบ้านเรียกมาจากหน้าบ้าน มีอยู่ครั้งหนึ่งเราอยู่ในบ้านกับแม่ ส่วนน้องชายเล่นบอลอยู่หน้าบ้าน สักพักเราก็ได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกชื่อน้องชาย เสียงจากในบ้านนี่ละค่ะ เป็นเสียงเบาๆแต่ก็ได้ยินชัดเจน แล้วน้องชายก็เข้ามาถามแม่ว่าเรียกทำไม ซึ่งก็แน่นอนว่าแม่ไม่ได้เรียก... 
บางครั้งก็ขี้เล่นนะคะ ชอบเอาลิปสติกไปซ่อน (โดยเฉพาะเวลาที่เรารีบๆ) คือก่อนแต่งตัวออกจากบ้านเราจะเตรียมเครื่องสำอางที่จะใช้มาวางไว้ด้วยกันแล้วไปอาบน้ำ พอออกมาจากห้องน้ำก็มีหลายครั้งค่ะที่ลิปสติกไม่เจอ เราหาไปก็บ่นไปว่า "คนกำลังรีบ อย่ามาล้อเล่นนะ" หาไปหามาก็มักไปเจอในที่ๆไม่ควรอยู่ เช่น ใต้หมอน 
คิดว่าเธอคง "อยู่" ในห้องของน้องชาย เพราะเวลามีพี่สาวหรือญาติมาเยี่ยมแล้วนอนค้างที่ห้องนั้นไม่มีใครนอนหลับได้สบายเลย เขาบอกว่ารู้สึกอึดอัด มีน้องชายคนเดียวที่นอนได้สบายไม่มีปัญหาทั้งๆที่เขาเป็นคนที่กลัวผีมากๆๆๆๆๆๆๆๆ
ไม่ค่อยแน่ใจว่า "เธอ" เป็น "ใคร" หรือเป็น "อะไร" แต่ก็ไม่ได้กลัวนะคะ รู้สึกดีด้วยซ้ำ (ตราบใดที่เขาไม่ออกมาให้เห็นแบบจะๆ) เวลาต้องไปค้างบ้านญาติหลายๆวันก็เหมือนมีคนเฝ้าบ้านให้ ก่อนออกจากบ้านก็จะพูดลอยๆว่า "ฝากบ้านด้วยนะ" 
เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เกิดมาหลายปีแล้ว คิดว่าเธอคงไปตามทางของเธอแล้วละค่ะ 

2.อยากทราบว่า ถ้าเราได้ยินเขาเรียกชื่อเรา 2 ครั้งในบ้านเราเอง ตอนประมาณ 4 ทุ่ม แต่ผมไม่ค่อยคุ้นเสียง ผมจึงเงียบ (เพราะโบราณบอกว่าถ้ามีใครมาเรียกตอนกลางคืน อย่าตอบ) พักหนึ่งหลังจากนั้นผมจึงไปถามว่ามีใครเรียกผมไหม
ซึ่งผมได้ถามที่บ้านแล้วไม่มีใครเรียกเลย คืนนั้นผมก็เลยสวดมนต์และนั่งสมาธิ แผ่เมตตา
และอุทิศบุญกุศลให้ผู้เรียก ตื่นขึ้นมาก็ล้างหน้าที่ใส่ก้านทับทิม (ความเชื่อแบบจีน) และก็ทำบุญตักบาตรตอนเช้า แล้วก็สวดมนต์และนั่งสมาธิ แผ่เมตตา
และอุทิศบุญกุศลให้ผู้เรียกอีกครั้ง 
อยากทราบควรทำอย่างไรบ้างครับ และผมสงสัยเป็นการขอส่วนบุญหรือมีเหตุร้ายหรือไม่ครับ ญาติมาเรียกชื่ออย่างนี้
และเราจะรู้ได้ไงครับว่าใครมาเรียกชื่อเรา 
และปกติถ้าเขามาขอส่วนบุญ เขาจะมารูปแบบไหนบ้างครับ
ขอบคุณมากครับ
ป.ล. อาม่า(ย่า)ผมพึ่งจะเสีย เป็นช่วงไว้ทุกข์ แต่ผมงง ถ้าเป็นอาม่าผมน่าจะเป็นเสียงผู้หญิง แต่นี่เป็นเสียงผู้ชาย แถมเรียกชื่อเราอีก และในบ้านเราอีก 

3.โบราณว่าถ้าได้ยินเสียงใครเรียกชื่อเรา
ถ้าไม่แน่ใจว่าเรียกจริงหรือเปล่า อย่าไปขานรับค่ะ
มิฉะนั้นจะป่วย (เขาเชื่อว่า ผี จะมาเอาตัวไปอยู่ด้วย)
หนูก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกค่ะ แต่ก็ไม่ขานรับถ้าไม่แน่ใจ 

4. เราเคยเป็นประจำเลย แต่ก็เป็นเสียงที่เราไม่คุ้นไง เราก็เฉยๆ
แต่มีครั้งหนึ่งที่แบบ ...เอิ่ม
เราไปกินข้าวกับรุ่นน้องที่ชมรมเงี้ย ปั่นจักรยานจากหอไปมหาลัย ประมาณเกือบสิบกิโล
ระหว่างขากลับ ปั่นไปได้ครึ่งทางละ ก็ได้ยินเสียงคนเรียก เป็นเสียงน้องคนหนึ่งที่ไปกินข้าวด้วย 
ทั้งเสียง จังหวะจะโคนในการพูด เหมือนกันเด๊ะ
เราก็คิดว่า น้องเป็นห่วงพี่ ขี่มอเตอร์ไซค์ตามมาดูหรอ
หันไปดูรอบข้าง ไม่มีคนและมอเตอร์ไซค์อยู่ใกล้เราในระยะ 500 เมตรเลย
หมาก็หมาเหอะ งานนี้ใส่เกียร์ตีนหมีปั่นจักรยานแบบไวที่สุดเท่าที่จะทำได้
...โทรไปถามน้องคนนั้น น้องบอกว่า พอผมออกจากร้านผมก็กลับหอเลยนะ
นอกจากโดนเรียกตอนกลางคืน บางทีตอนเช้าก็มีด้วยนะ นอนหลับเพลิน ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก เข้างานสายแน่ๆถ้าไม่มีเสียงเรียกให้ตื่น (เราอยู่หอคนเดียวนะคะ) 
ต้องขอบคุณเสียงเรียกตอนเช้าจริงๆ
5. เคยเหมือนกันนะ
จะว่างมงายหรือเพ้อก็ช่าง ไม่ได้โกหกละกันอันนี้เรื่องจริงสุดๆ
คือปกติจะออกจากบ้านไปทำงานพร้อมแฟนตอน 6 โมงเช้า
พอดีวันนั้นแฟนมีประชุมเช้าเลยบอกให้ไปก่อน
ทีนี้เรานอนเพลินเลย ปกติงานก็เข้า 8.30 น.
วันนั้น 7 โมงยังไม่ตื่นเลย
นอนๆ อยู่สบายๆ ได้ยินเสียงเรียก พี่ตูน พี่ตูน แค่นี้ 
ตื่นเลยจ๊ะ แต่ไม่ได้อะไรมากหรอกแค่ งง ว่า
เห้ย เราไม่มีน้องนะ  แล้วตอนนั้นก็อยู่ในบ้านคนเดียวด้วย
ใครเรียกเราหว่า... แต่ก็ยังดีนะ  ไม่งั้นนอนเพลินไปทำงานไม่ทันแน่ๆ เลย
ต้องขอขอบคุณเสียงนั้นค่ะ ^_________^


บางคนก็บอกว่าเป็นจิตใต้สำนึก 

บางคนก็บอกคือกายหยาบ กายละเอียด 

ซึ่งเราไม่เข้าใจเลย

มีความเห็นนึงบอกว่าผีจะมาเอาตัวไปอยู่ด้วย 

อันนี้เราคิดว่าน่าจะมีส่วนเพราะชีวิตนี้มีแต่อุบัติเหตุใกล้ตัวทั้งนั้นเลย 

ทำให้รู้สึกกลัวขึ้นมาอีกละ นอนละคะคืนนี้ฝันดีนะคะ^^

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ความรักที่หายไป



ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่คิดถึงสามีที่จากไป ถามว่าตอนนี้เป็นไงบ้างก็ใช้ชีวิตปกติแบบที่ไม่ปกติ คือขาดคนข้างกาย คนที่คอยให้คำปรึกษา คนที่คอยดูแล เอาใจใส่ ช่วยเตือนสติเวลาที่เราทำอะไรผิดพลาด คือ มันใช้ชีวิตยากขึ้นเวลาที่ไม่มีเค้า


หลังจากที่เกิดอุบัติครั้งนั้น เราก็พักรักษาตัวและกลับมาพักที่บ้านอีกวันสองวัน คืนที่นอนที่บ้านในห้องที่เราเคยนอนด้วยกัน มันรู้สึกเงียบ เตียงมันกว้างเกินไป ห้องมันใหญ่เกินไปที่จะนอนคนเดียว แต่ก็ต้องนอน เราก็นอนชิดริมเหมือนเดิม เหมือนที่เคยนอนกับเค้า หลับไปสักพักไม่รู้ว่านานแค่ไหนนะ ก็ต้องตื่นเพราะได้ยินเสียงเตียงดังเอี๊ยด เตียงเหล็กห้าฟุต เรานอนตะแคงหันหน้าเข้ากำแพง หันหลังให้ที่ๆเค้าเคยนอน และเราก็นอนนิ่งๆ หัวใจเต้นแรงมาก เพราะเราก็รู้สึกว่าที่นอนด้านหลังเรามันยุบ คือเหมือนมีใครนอนอยู่ข้างหลังเรา ยังไงละก็ได้แต่นอนนิ่งๆ แทบจะไม่กล้าหายใจด้วยซ้ำ เพราะรู้ว่าไม่มีใครกล้าเข้ามา แต่ก็พยายามนอนหลับต่อ โดยสวดมนต์ในใจเอา แล้วก็หลับไป เช้ามาก็ลืม เป็นแบบนี้บ่อยมากแทบทุกคืนที่กลับไปนอนที่บ้าน เพราะหลังจากพักที่บ้านไม่กี่วันเราก็กลับมาทำงานที่กรุงเทพ จะกลับไปบ้านวันหยุดเสาร์อาทิตย์เหมือนเดิม แต่ทุกครั้งที่กลับไปจะรู้สึก จะมีอะไรบางอย่างที่บอกว่าเค้ารอเราอยู่ที่บ้านนะ คือ บางทีทำกับข้าวอยู่ก็ไฟตก ในห้องครัวนะ หรือบางทีนอนอยู่ในห้องนอนก็ไฟตก ไฟตกในลักษณะที่เค้าทำให้เรารู้คือจะมีเสียงไฟกระชากนิดนึง เหมือนในหนังผีเลยแระแต่ ตอนที่เรากลับมาทำงานที่กรุงเทพ เราก็เจอเรื่องแปลกอีกละ คือ ตั้งแต่กลับมากรุงเทพเราเปิดไฟนอนอยู่หลายคืนเลยทีเดียว และคืนนั้นในขณะที่เรายังไม่หลับแต่เปิดไฟอยู่นะแล้วก็นอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อย มือเราก็เอื้อมไปดึงผมตัวเองทิ้ง ทำอย่างนั้นสักพักแล้วอยู่ดีๆ มือเราก็ปัดออกจากผม เหมือนโดนใครปัดมือ ตอนนั้นใจหายแว้บ แต่รู้ละว่าเค้าแน่ เค้าไม่ชอบให้เราดึงผมตัวเอง ลืมบอกไปว่าเราเก็บเขี้ยวฟันเค้าไว้หนึ่งชิ้น และอยู่ที่ห้องนอนตลอด อยู่หัวเตียง ตอนแรกพกติดตัวด้วยซ้ำแต่กลัวหายเลยเอาไว้ที่ห้องจะดีกว่า


ยังไม่หมด เรื่องนี้คือเค้าหวงเราแน่ๆ คือ ตั้งแต่เราเสียเค้าไปเราก็เก็บตัวไม่ค่อยพูดจากับใคร คือ ใครจะคุยกับเราบางทีเราก็จะเดินหนี เราไม่อยากให้ใครถามเราเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่อยากให้ถามถึงสามีเรา ในห้องเราจะไม่มีรูปสามีเลยนะ เพราะเราจะร้องไห้ทุกครั้งที่คิดถึงเค้าเป็นอย่างนั้นมาหลายปีมาก และมีช่วงนึงที่เราได้เข้าไปเล่นในห้องแชทของเว็ปนึง ก็ได้ให้เบอร์โทรศัพท์ผู้ชายคนนึงไป คิดแค่อยากมีคนคุยด้วยสักคน แต่เชื่อหรือไม่ว่า วันนั้นเป็นวันหยุดผู้ชายคนนั้นโทรมาหาเรา เราก็คุย ก็คุยกันเรื่องของสามีเรานี่แระ คุยกันได้ประมาณพักนึงโทรศัพท์ก็ดับไปเอง เราก็งงตอนแรกคิดว่าแบตหมด แต่คิดอีกทีเราเพิ่งชาทเต็มและเพิ่งดึงสายชาทออกเมื่อกี้นี้ทำไมหมดแล้ว หรือว่าแบตเสื่อมคือคิดไปแบบนั้นก็เลยหยิบสายชาทมาชาทและถ้าเสียบสายชาทปุ้บเปิดเครื่องก็จะติดปั้บใช่ป่ะแต่นี้ไม่ติด ดับสนิท ดับแบบไม่มีเหตุผล ดับไปประมาณหนึ่งชั่วโมงเราก็ลองหยิบมาเปิดเครื่องดูปรากฎว่าใช้ได้ตามปกติ แบตเตอรี่ก็ชาทเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ พอเปิดเครื่องแปบนึงผู้ชายคนนั้นก็โทรมาอีก ก็คุยกันได้ประมาณห้านาทีมั้งก็ดับปิดเครื่องไปเองอีก เป็นแบบนั้นประมาณสองสามรอบ เราเลยบอกผู้ชายคนนั้นว่าไม่ต้องโทรมาหาเราอีกแล้วนะ แฟนเราไม่ให้คุย แค่นั้นแระ แล้วเราก็ใช้โทรศัพท์ได้ตามปกตินะถ้าไม่คุยกับผู้ชายคนนั้นก็ไม่มีอะไร เหมือนเค้าหวงเรา เหมือนเตือน เหมือนคอยดูแลอยู่ เราคิดแบบนี้นะ


เรื่องสิ่งที่มองไม่เห็น ถ้าไม่เจอกับตัวเองก็ไม่มีวันเชื่อหรอก จริงๆ นะสำหรับตัวเราไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้เลย ถามว่ากลัวไหม กลัวนะ แต่ไม่ค่อยเชื่อเท่าไร แต่พอโดนกับตัวเองตอนนี้เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ว่าวิญญาณมีจริง โดยที่เราไม่ต้องพิสูจน์อะไรเลย ทุกวันนี้ยังมีแต่เริ่มไม่แน่ใจว่าใช่เค้าหรือป่าว เราย้ายหอหนีมาหอนึงละ เพราะไม่แน่ใจว่าเค้าหรือคนอื่น และหอนี้ก็เจอและทำให้เรากำลังจะมองหาที่อยู่ใหม่อีกแล้ว ถ้าย้ายอีกครั้งแล้วยังเจอคงหยุดละ เหนื่อย 

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วิธีแก้สารพัดปัญหาของเราเอง

ในชีวิตของคนๆนึง ไม่มีใครหรอกที่จะสามารถทำอะไรพร้อมกันทีละหลายอย่างได้อย่างสำเร็จไปด้วยดีพร้อมกันทุกอย่าง เราเองก็เหมือนกันตอนแรกตั้งใจจะเป็น Blogger สร้าง Blog ของตัวเองที่สามารถหารายได้เพิ่มให้ตัวเองได้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ค้นคว้าหาข้อมูลในอินเตอร์เนตไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอการสร้างเพจ การวาดสติ๊กเกอร์ไลน์ขาย คืออีกมากมาย แล้วเราก็พยายามจะทำทุกอย่างพร้อมกันเราคิดว่ามันน่าทำไปหมดทุกอย่าง ซึ่งงานประจำของเราก็มี งานไม่ประจำก็มี แค่นี้ก็มากมายเหลือเกิน ยังจะมีปัญหาชีวิตอีก เรื่องที่ต้องฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่ทำให้เราสูญเสียคนที่เรารักไป เรื่องที่ต้องเรียกร้องค่าสินไหมชดเชยให้กับตัวเอง ทำไมทุกอย่างมันเข้ามาพร้อมกัน คนๆ หนึ่ง จะสามารถคิดแก้ไขปัญหาที่เข้ามาในชีวิตได้มากน้อยแค่ไหนกัน เรารู้ว่าตัวเราเองก็แทบไม่ไหวมาหลายครั้ง แต่เรามีสติ เป็นคนที่เหมือนไม่คิดอะไร แต่จริงๆ คิด คิดเยอะมาก และถ้าไม่ไหวเราจะหยุดคิด หยุดทำทุกอย่างไม่ทำอะไรเลย ขออยู่กับตัวเองเงียบๆค่อยๆ คิดว่าปัญหาไหนควรแก้ก่อนบางทีเผชิญหน้ากับปัญหาสองสามปัญหาแล้วแต่มีปัญหามาใหม่อีกซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้เราต้องหยุดคิดสองสามปัญหาแรกก่อนเพราะต้องแก้ไขปัญหาที่เข้ามาใหม่ก่อน ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยว่าวันนี้ พรุ่งนี้ วินาทีนี้จะเกิดอะไรกับชีวิต จะมีปัญหาอะไรเข้ามาในชีวิต และถ้าคิดไม่ออกว่าจะแก้มันยังไง เราก็ไม่คิดต่อละ เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวยิ่งคิดก็ยิ่งตัน ยิ่งหาทางออกไม่เจอก็ยิ่งจิตตก พอจิตตกก็คิดสั้นละ เพราะฉะนั้นถ้าปัญหามันเยอะแยะมากมายก็พอ หยุด อยู่นิ่งๆ ดู หนังฟังเพลง หรือถ้าไม่ไหวก็ร้องไห้ออกมา ซึ่งมันก็คล้ายๆกับตอนอกหัก แต่พออายุมากขึ้นน้ำตามันก็แทบไม่มีไหล เมื่อก่อนสิถ้าไม่ไหวน้ำตานี้มาเต็มฟูมฟายอยู่คนเดียว แต่พอได้ร้องแล้วมันดีขึ้นนะ เหมือนมันได้ระบาย คนอื่นจะเป็นยังไงไม่รู้นะ แต่สำหรับคนที่อยู่คนเดียว คนที่ไม่มีใครเลยอย่างเรา นี่คือการแก้ไขปัญหาของเราบางทีแก้ไขไปแล้วมาย้อนคิดทีหลังว่าเราน่าจะทำอย่างนี้จะดีกว่าแบบนั้น แต่มันเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่เราไม่มีเวลามาหาวิธีคิดแก้ไขที่ดีที่สุดได้หรอกยิ่งคิดคนเดียวยิ่งไม่มีทาง วินาทีนั้นแก้ไขได้ก็บุญละ ปัญหามันมีเข้ามาได้เรื่อยๆ เข้ามาได้ตลอดๆ ทำไมชีวิตคนเรามันช่างโหดร้ายขนาดนี้นะ ชีวิตคนอื่นเค้าเป็นแบบไหนกันนะ บ่อยครั้งที่แอบอิจฉาชีวิตคนอื่น วิธีที่ไม่ให้อิจฉาคือมองคนที่เค้าต้อยต่ำกว่าเรา คนที่เค้ามีโอกาสไม่เท่าเรา แล้วเราจะรู้สึกว่าชีวิตเรามีค่านะ แม้มันจะมีปัญหาอุปสรรคมากมายขนาดไหน มันก็แค่เกม เกมที่เราต้องเอาชนะมันให้ได้ เกมแห่งชีวิตถ้าแพ้ก็ตาย ถ้าเราผ่านปัญหาอุปสรรคทุกอย่างไปได้เราก็ชนะ ซึ่งเราคิดว่าชีวิตนี้เราต้องชนะอย่างสวยงามด้วย เราจะแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เข้ามาทุกอย่างด้วยตัวเราเอง เราจะสร้างหลักประกันชีวิตที่ดีไว้ให้ลูกหลานของเราในอนาคต เราจะสร้างบุญ สร้างกุศลเพื่อตนเองจะได้ไม่ต้องเกิดมาในโลกใบนี้อีก นั่นคือเป้าหมายในชีวิตคือชัยชนะของเรา ตั้งเป้าไว้ก่อนทำได้หรือไม่ได้อีกเรื่องนึง ^^

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คืนก่อนหวยออก

ไม่ลืมที่จะคำนวณตัวเลขเช่นเดิม แต่ส่วนใหญ่เลขของเรามาจากไสยศาสตร์ล้วนๆ งวดนี้ก็ไม่มีอะไรมากเริ่มจาก ฝันว่าขับรถเหยียบคนแต่ไม่ตาย ในฝันแบบว่าใจไม่ดีเลยละ พยายามลงไปช่วยเหลือเค้าสุุดชีวิตเลย แต่เค้าไม่เป็นอะไรมาก ทะเบียนรถ 2 2536 จัดเรียงกันตามใจชอบละกันนะ แต่คิดว่ามาแน่ๆ และอีกเรื่องคือ ห้องที่ติดกับห้องเราหัวเตียงชนกัน แต่ห้องนั้นไม่มีคนอยู่ สองคืนที่ผ่านมาเราได้ยินเสียงคนเคาะผนังที่หัวนอนเราเนี่ยเสียงดังมากหลายครั้งติดกัน จนเราตื่นมาดูนาฬิกา ตีสอง คิดในใจเคาะหาพ่อมันรึไง แล้วก็นอนต่อ ตอนนั้นไม่รู้ว่าห้องนั้นไม่มีคนอยู่ เพราะตอนย้ายมาอยู่ใหม่เห็นมีผู้หญิงกับผู้ชายอยู่และได้ยินเสียงในห้องน้ำบ้างเพราะห้องเราคงชนกันเหมือนกัน แต่ไม่เห็นและไม่ได้ยินนานแล้ว เลยถามคนดูแลหอ เค้าบอกว่าย้ายออกไปตั้งสองเดือนแล้ว เท่านั้นแระ ตอนแรกเราคิดว่าคนเคาะนะ แต่เริ่มไม่แน่ใจถ้าเค้ายืนยันว่าไม่มีคนอยู่จริง ห้องนั้นเลขที่ 704 ถ้าผู้หญิงต้องบวกรึลบ 1 คิดกันดูนะ ใครถูกบอกกันบ้างนะคะ 

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คุณคิดว่าคนหรือผี






กลับมาถึงห้องก็เดินไปเปิดประตูระเบียงห้องแล้วก็ได้กลิ่นบุหรี่ แต่คิดว่าห้องชั้นล่างสูบมั้งเพราะชั้นเราไม่มีคนอยู่นะตอนนี้ ระเบียงห้องเราไม่ติดกะห้องใครด้วยติดกะทางหนีไฟที่เราสามารถมองเห็นแต่มองไปไม่มีใครสักคน เลยคิดว่าต้องเป็นห้องข้างล่างแน่ แต่ได้กลิ่นแปบเดียว แล้วก็เดินมาหยิบขนมในตู้เย็นยืนกินอยู่ใกล้กับรอยที่ฝาผนังที่ถ่ายรูปไว้เมื่อวาน แล้วก็ต้องตกใจ เมื่อได้ยินเสียงผู้ชายไอ เสียงดังไม่มาก แต่ก็ไม่เบามาก คือ ได้ยินเหมือนอยู่ที่ผนังห้องแต่เหมือนอยู่ในห้องเราอ่ะ ก็พยายามมองหา มองฝ้าเพดาน มันมีรูเสียบหลอดไฟตะเกียบอยู่ ซึ่งไม่เห็นอะไร ได้ยินเสียงไอแล้วก็เงียบไป เมื่อกี้เราเดินเข้าห้องมาก็ไม่มีใคร ห้องเราข้างผนังอีกฝั่งก็เป็นทางเดินไม่ติดกับห้องใคร และก็ไม่มีใครมาเดินแน่เพราะไม่เคยเจอใครเลยตั้งแต่อยู่มา คือมันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเสียงผู้ชายไอ แต่มันก็ดังแค่ครั้งเดียว ไม่ดังอีก ทำไงดี ไม่แน่ใจในความปลอดภัยของตัวเองเท่าไร ชั้นที่เราอยู่คนดูแลบอกว่าไม่มีผู้ชายอยู่ อาคารแบบนี้มันมีฝ้าด้วยหรือ อยากรู้ว่ามีคนอยู่บนฝ้าได้หรือป่าว แถวนี้ก็มีแต่คนงานพม่าด้วยสิ เฮ้ออออ 

มาคอยติดตามกันนะว่าเราจะเจอคนหรือผีกันแน่ที่ห้องนี้ หึหึ

เรื่องลึกลับก่อนหวยออก



คืนก่อนหวยออก นี่เลยกลับไปถึงห้องเมื่อวานตอนเย็น เข้าห้องไปก็ต้องตกใจเมื่อมองไปที่ผนังห้อง และรู้สึกสงสัยมากว่าทำไมที่ผนังห้องด้านหลังทีวีถึงมีรอยมือ รอยเปรอะเปื้อนสีขาวๆ เต็มไปหมด ทั้งๆที่ ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ 2 เดือนละไม่มีรอยพวกนี้เลย เท่าที่มองดูรอยเท้าก็ไม่มีใครเข้ามา มีแต่รอยเท้าของเราเองเพราะทำแป้งเลอะที่พื้น แต่บริเวณนั้นคือตรงหน้าทีวีไม่มีรอยเท้าเลย ก็เลยถ่ายรูปมองหาเลขเด็ดเลยคะ เพราะมันอยู่ในช่วงนี้พอดี ถามว่ากลัวไหม กลัวนะแต่ตั้งแต่อยู่มาไม่รู้สึกว่าห้องนี้มีอะไรเลย เงียบสงบมาก แต่ข้างห้องก็แอบมีเคาะ ก๊อก ก๊อก ก๊อก ตรงกำแพงหัวเตียงเราครั้งนึง คาดว่าน่าจะหันหัวเตียงเข้าหากัน ถามคนดูแลที่อยู่ห้องถัดไปบอกว่าห้องนี้อยู่กัน 2 คน สามีกะภรรยา คงไม่มีอะไรมั้ง แล้วก็ไม่มีเสียงเคาะอีก 



แต่สุดท้าย ก็นอนหลับไป อย่างหวาดระแวง แล้วก็ตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวมาทำงาน แต่ก็ยังสงสัยอยู่ตลอดว่าสรุปแล้วรอยพวกนี้มาได้อย่างไร แต่ช่างเถอะเพราะวันนี้ต้องคิดเลขเยอะ แต่ก็แอบคิดว่าจะซื้อเลขห้องด้วยละ หลังจากใช้ระยะเวลาคิดมา 2 วัน เต็มๆ คาดว่าน่าจะเบิ้ล ตัวที่คาดไว้ก็มี 1, 4, 5 เยอะเนอะ งั้นตัด วิ่ง 4 ,1 บนกับล่างละกันคะ ชอบก็ตามนะ อ่อ ห้องพักเราเลขที่ 706 บวกกันได้ 13 ตามนั้น ขอให้รวยๆๆ สาธุ ทำงานก่อนนะคะ Goodbye  มาลุ้นไปด้วยกันนะเย็นนี้ ^^

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วันที่ความตาย พรากเราจากกัน ตอนที่ 2


ช่วงที่นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล สามีของเราตั้งสวดอยู่ที่วัดที่บ้านเกิด ซึ่งเราเป็นภรรยาจะไม่ไปได้อย่างไร พอดีระหว่างนั้นเรากำลังเรียนต่อระดับปริญญาตรีปีที่ 3 อยู่จึงมีเพื่อนที่เรียนด้วยกันอาสาพาเราไปฟังพระสวด เพราะบ้านเราไม่มีใครมีรถและมีแต่ผู้หญิง เพื่อนคนนี้มาเยี่ยมเราทุกวัน วันไหนไม่มาก็จะโทรถามอาการตลอด แระพยายามชวนคุยให้เรารู้สึกดี แล้วในคืนที่พระสวดคืนที่ 2 เราได้บอกเพื่อนให้พาไปฟังพระสวดหน่อยได้ไหม เค้าก็พาเราไป โดยไม่ลังเล พอถึงเวลาแม่ก็ไปขออนุญาตพยาบาลพาเราไปวัด พยาบาลก็บอกว่าให้รีบกลับมาเพราะต้องฉีดยาใส่เข็มที่คาอยู่ที่มือ ช่วงนั้นหน้าตาเรามีอาการช้ำเป็นสีม่วงแถบนึง น่ากลัวเหมือนกัน พอไปถึงวัด เราก็ลงจากรถ ทันทีที่เท้าเหยียบลงพื้นน้องสาวแฟนก็เดินเข้ามากอดแล้วร้องไห้ เราก็บอกน้องว่า พี่ขอโทษ ถ้าเค้าไม่มารับพี่เค้าก็คงไม่... แล้วเราก็เดินโดยใช้ที่ช่วยเดินที่เอามาจากโรงพยาบาล ไปที่หน้าโลงศพของสามีอย่างไว ด้วยความลืมตัวแต่เพื่อนที่พามาก็ตะโกนเรียกชื่อเรา สอง สามครั้ง เราถึงหันไปมองมันบอกให้เราเดินช้าๆ เดี๋ยวแผลอักเสบ เราก็เลยเดินช้าลง พอถึงหน้าโลงศพน้องสาวแฟนเราก็จุดธูปให้เรา เราบอกเค้าว่าเรามาหาแล้วนะ ชั้นรักแกนะหมึก ไปสู่สุคตินะ เราบอกเค้าได้แค่นั้น เรายังสับสน ยังคิดอะไรไม่ออก แล้วก็มานั่งฟังพระสวดจนจบ แล้วจึงขึ้นรถกลับ ญาติสามีก็ถามเราว่าไม่นอนนี่หราญาติเราตอบให้ว่าต้องกลับโรงพยาบาลก่อน ยังต้องฉีดยาอีกแล้วก็ชี้ให้ดูเข็มที่คาที่มือเราอยู่ แล้วเพื่อนก็มาส่งเรากับญาติเราที่โรงพยาบาล 



วันรุ่งขึ้นขาข้างที่เย็บบวมมาก พยาบาลเลยไม่ให้ไปฟังพระอีก ซึ่งคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้ก็จะเผาแล้ว แต่เนื่องจากขาบวมเราจึงไม่ได้ไปฟังพระคืนสุดท้าย แต่ก็คิดว่าจะไปวันเผา พอถึงวันที่ต้องเผา ญาติเราทุกคนก็เหมือนจะเหนื่อยเนื่องจากต้องเดินทางมาไกลเลยไม่มีใครพูดเรื่องจะไปเผา เราก็นอนอยู่บนเตียงมองเพดานห้อง คิดอะไรเรื่อยเปื่อย โดยยังไม่ได้โทรบอกเพื่อนให้มารับไปงานเผาศพ เพราะลังเลอยู่คิดว่าจะให้เพื่อนมารับดีหรือไม่ดี  จนกระทั่งเวลาประมาณ 09.30 น. ไฟในห้องพักก็กระพริบ ติดๆ ดับๆ พร้อมกับมีเสียงไฟฟ้ากระชากเสียงดัง น่ากลัวมาก ตอนนั้นเราอยู่กับพี่สาว สองคนพี่สาวเข้าห้องน้ำอยู่แล้วเดินออกมา ก็ถามเราว่าอะไร เราบอกไฟตก พี่สาวก็บอกว่าสงสัยฝนจะตกมั้ง เราก็เลยนอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยต่อ แล้วไฟก็กระชากเสียงดังอีกครั้งนึง ครั้งนี้เราเด้งตัวขึ้นมาจากเตียงโรงพยาบาลทันที แล้วบอกกับพี่สาวว่าจะไปวัด ไปเผาศพนะ หมึกมาตามแล้ว พี่สาวก็บอกว่าไปสิ เราเลยโทรหาเพื่อนบอกให้เพื่อนมารับ เราทันที เพื่อนก็รีบมารับ พอไปถึงวัด เพื่อนๆ ที่ทำงานของเราก็มา เราก็รู้สึกดีนะเพราะเราเพิ่งไปทำงานได้แค่หกเดือนพวกเค้าก็อุตส่าห์เหมารถมางานศพสามีของเราหาทางมาจนถูกอีก เราได้แต่ขอบคุณอยู่ในใจ เรานั่งรถเข็นเพราะแม่ไม่ให้เดิน กลัวขาบวมอีก เราเลยได้แต่นั่งมองตั้งแต่เริ่มจนจบ ตอนที่เค้าวางดอกไม้จันทน์เสร็จเค้าเปิดโลง เราอยากขึ้นไปมองหน้าสามีเราเป็นครั้งสุดท้ายมาก แล้วเพื่อนที่เรียนด้วยกันอีกคนนึงก็มาช่วยเข็นรถเราขึ้นไป เรามองเค้าและบอกกับเค้าว่า รักเอ็งนะ แล้วก็ถูกพาลงมา แล้วเค้าก็นำศพสามีเราเข้าเตาเผา เราถูกเข็นมาเฝ้ามองอยู่ไกลๆ เวลาผ่านไปสักพักไม่รู้ว่านานแค่ไหน แม่สามีก็เดินมาบอกเราว่า สัปเหร่อบอกว่าให้หนูเขียนใส่กระดาษว่า เราหย่าขาดจากกันตั้งแต่ตอนนี้ และให้ลงชื่อเรา เพราะเผาไม่ไหม้ เราก็มองหน้าแม่ แม่ก็บอกว่าแล้วแต่หนูนะ เราก็น้ำตาไหล ทำไมต้องให้เราเขียนเราคิดได้แค่นั้น แล้วเราก็ไม่เขียน จนมีคนอื่นเดินมาบอกเราอีกครั้ง ครั้งนี้มาพร้อมกระดาษและปากกา ส่งให้เราบอกให้เขียน เราไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าเป็นใครเราเลยต้องเขียนเพราะเราคิดว่าสุดท้ายแล้วเรากับสามีก็ไม่มีทางแยกจากกันได้อีกแล้ว เค้าจะอยู่ในใจของเราตลอดไป เราเลยเขียนข้อความนั้นแล้วส่งให้เค้าไป พอเค้านำกระดาษใส่ในเตาเผาแค่โยนเข้าไปยังไม่ทันปิดประตูเราก็ได้ยินเสียงระเบิดดังมากซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรระเบิด แล้วก็มีคนบอกว่าไหม้แล้ว เราเลยขอตัวกลับโรงพยาบาลก่อนเพราะว่าจะมืดแล้วเกรงใจเพื่อนด้วย แล้วเราก็ไม่ได้มาเก็บกระดูกสามีเราเพราะเราเกรงใจเพื่อน ถ้าจะให้วิ่งรับส่งเราแบบนี้ เลยให้พ่อแม่กับน้องสาวของสามีเป็นคนเก็บกระดูก แต่ตอนลอยอังคารเราไปลอยกับพ่อแม่และน้องสาวของสามี ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล ตอนกลางคืนเราจะคอยมองตลอดว่าเค้ามาหาเราไหม เราจะตื่นดึกๆ ก็จะมองหาตลอด มีคืนหนึ่งที่เราต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเราได้กลิ่นเหม็นสาป เหมือนกลิ่นซากศพ เข้าจมูกเราแรงมาก เราลืมตาขึ้นมามองรอบๆ ห้อง ไม่เห็นอะไรแต่เราคิดว่าเค้ามาหาเราแน่ๆ  ซึ่งก็ไม่ได้เล่าให้ญาติพี่น้องที่มานอนเฝ้าเราฟัง กลัวว่าจะกลัวกัน แต่รู้มาว่าวันนั้นตอนกลางวันแม่กับลูกชายเรากลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้าน เพราะเรานอนโรงพยาบาลหลายวันเกือบยี่สิบวัน แม่ได้บอกให้ลูกชายเขียนข้อความใส่กระดาษว่า เราอยู่ที่โรงพยาบาล และแปะไว้หน้าตู้เย็น เค้าคงจะกลับไปบ้านแล้วเห็นจึงมาหาเราถูก เราก็ไม่รู้นะว่าเราคิดไปเองหรือมันคือความจริง เราไม่ได้อยากให้ใครเชื่อเรา แต่เราอยากบอกว่าเราคิดว่าเหตุการณ์ต่างๆ มันคือเรื่องจริง เพราะไม่ใช่มีแค่นี้ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ อีกจะค่อยๆ เล่าในตอนต่อไป แล้วแม่ก็บอกว่าเปิดเข้าประตูบ้านไปเหม็นมากเพราะสามีเราทำกับข้าวไว้รอเราคืนนั้น นั่นคือสาเหตุที่เค้าออกมารับเราช้า เราน้ำตาแทบไหลแต่เหมือนกับว่าต้องห้ามตัวเองไว้ไม่อยากให้แม่ให้ลูกหรือญาติพี่น้องเห็นว่าเราร้องไห้ เราก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องห้ามตัวเองไว้ ทำไมไม่ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ ทำไมต้องแอบร้องตอนที่ทุกคนหลับไปแล้ว เราไม่อยากให้คนอื่นเป็นห่วงละมั้ง เราจะเป็นคนที่ไม่ชอบร้องไห้ให้คนอื่นเห็น แต่จะแอบร้องไห้คนเดียวเป็นประจำ มีใครเป็นแบบเราบ้างป่าวมะรู้



หลังจากนั้นมา เราไม่กล้ามองถนนอีกเลย มันกลัว บางทียังเดินแบบไม่มองถนนด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ มันต้องมอง แต่ทุกครั้งมองถนนเราก็จะคิดถึงเหตุการณ์คืนนั้นและน้ำตาจะไหลตลอด จนวันที่เราต้องกลับมาทำงานต่อที่กรุงเทพ ไว้เล่าตอนต่อไปละกันนะคะวันนี้เหนื่อยมาก ขอตัวนอนก่อนนะ ฝันดีคะ

ขอบคุณ ภาพจาก google.com

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วันที่ความตาย พรากเราจากกัน



คุณเคยสูญเสียคนรักไหม คนที่เค้ารักคุณมากๆ คนที่เค้ายอมตายแทนคุณได้ คนที่เค้าคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ เราเสียคนรักไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2552 โดยอุบัติเหตุ ตั้งแต่วันนั้นมาเราก็รู้ว่าต่อให้เราบอกรักเค้าดังมากแค่ไหนเค้าก็ไม่มีวันได้ยินอยู่ดี ต่อให้เราพูดอะไรออกไปเค้าก็ไม่มีวันรับรู้อีกแล้ว เหตุการณ์วันนั้นเราจำได้ดี จำได้ทุกอย่าง เรากับเค้าแต่งงานกันมาได้ 5 ปี เท่านั้นตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันเค้าไม่เคยทำให้เราหงุดหงิดเสียใจหรือเจ้าชู้ มีแต่เราที่มีคนมาจีบอยู่ตลอด บางทีก็ทำให้เราทะเลาะกัน ทำให้เราเกือบจะเลิกกับเค้าเพราะผู้ชายคนอื่นที่เข้ามาในชีวิตเราเพียงแค่จะหลอกเราเท่านั้น เค้าบอกเราว่า เค้าจะเลิกกับเราถ้าผู้ชายคนนั้น รักเรามากกว่าเค้า สุดท้ายเค้าก็ทำให้เราเห็นว่าไม่มีใครรักเรามากกว่าเค้าจริงๆ แล้วเราก็กลับมารักกันมากขึ้นจากเดิม มากจนไม่มีวันจะแยกจากกันได้ จนกระทั่งวันนึงที่เราสอบติดราชการ ต้องมาทำงานที่ กรุงเทพ วันนั้นพอเราเห็นประกาศรายชื่อว่าเราสอบได้ เราร้องไห้หนักมาก เราไม่อยากมาอยู่กรุงเทพคนเดียว คืนนั้นนอนกอดเค้าทั้งคืนเลย เพราะหลังจากรู้ว่าต้องไปอยู่กรุงเทพก็มีเวลาแค่ประมาณสองอาทิตย์ถ้าจำไม่ผิด มันเร็วมากแต่ก็ต้องมา เรากลับบ้านทุกอาทิตย์ เพราะงานราชการจะหยุดวันเสาร์อาทิตย์ ฉะนั้น ทุกวันศุกร์หลังเลิกงาน เราจะไปขึ้นรถตู้ที่อนุสาวรีย์เพื่อกลับบ้าน 





และคืนวันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2552 คืนนั้นเราฝันใกล้เช้าละ ฝันว่าเราเดินจูงมือกับสามีเรา แล้วก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือ เรากับสามีก็มองหาว่าอยู่ที่ไหน แล้วก็เห็นคนมุงดูที่เสาไฟฟ้าต้นหนึ่ง บนเสาไฟเห็นผู้หญิงคนนึงอยู่บนนั้นและถูกไฟช็อตไหม้ไปทั้งตัว ไม่มีใครสามารถช่วยเธอได้ มันเป็นภาพที่น่ากลัวมาก เราสองคนทำได้เพียงยืนดูเธอ แล้วเราก็ต้องตกใจตื่นมา ตอนนั้นท้องฟ้าสว่างแล้ว เรารีบอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน โดยคิดว่าไม่น่ามีอะไรมั้ง เราเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ถ้าไม่เจอกับตัวเอง แล้วเราก็ไปทำงานจนใกล้เวลาเลิกงาน เราก็รีบไปขึ้นรถตู้เพื่อกลับบ้าน ระหว่างทางเราโทรหาสามี สามีโทรหาเราผลัดกันแบบนี้ตลอด ถามว่าถึงไหนแล้ว วันนั้นเป็นวันที่เราผ่านทดลองงานได้บัตรข้าราชการแล้ว และเราจะนำมันไปอวดสามีเรา เรานั่งรถกลับบ้านจนลืมเรื่องความฝันหมดสิ้น จนถึงจุดที่เราต้องลงคือหน้าโรงงานสามี ปรากฎว่า รปภ. บอกว่าสามีกลับบ้านไปแล้ว ซึ่งเราย้ำแล้วว่าให้รอเรา วันนี้เรากลับเร็ว เราถึงประมาณ 18.00 น. ตอนนั้นเราก็รีบโทรไปหาเค้าให้เค้ารีบออกมารับเรา เราไม่อยากให้มืด แต่เค้าก็ได้แต่บอกว่าจะออกไปแล้ว อยู่สามสี่รอบ จนเราเริ่มหงุดหงิด ฟ้าเริ่มมืด เรานั่งรอเค้าอยู่แบบนั้น รปภ.เดินมาคุยด้วยจนไม่มีอะไรจะคุยละ แล้วเค้าก็ขับรถมอเตอร์ไซค์มารับเรา ตอนเจอหน้ากันเราก็แบบทำหน้าหงุดหงิดใส่ และบอกว่าทำไมมารับช้า เค้าก็ไม่ตอบ เราก็เลยเงียบ ขับรถไปสักพักเค้าก็แวะเติมน้ำมันรถ จ่ายไป หนึ่งร้อยบาท ถอนมายี่สิบบาทเค้าถือว่าไว้ในมือ และกำแฮนด์รถ และขับกลับบ้านต่อ สามีเราใส่หมวกกันน็อค แต่เราไม่ได้ใส่ เราได้ยินเสียงตัวแมลงชนหมวกกันน็อคเค้าดังมาก และชนหน้าเราตัวใหญ่มาก เราเลยหลบอยู่ข้างหลังเค้า เค้าใกล้ถึงทางเลี้ยงเข้าหมู่บ้านละอีกประมาณห้าร้อยเมตร เราได้ยินเสียงเค้าร้องเฮ้ย และพอเราจะชโงกหน้ามาดูด้านหน้ารถว่ามีอะไร ก็ไม่ทันละ ช่วงวินาทีนั้นเราไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น เรารู้และเห็นแค่ความมืด มืดสนิทเหมือนคนตาบอด แล้วเรารู้สึกตัวอีกครั้ง ในท่าที่เรานอนลงไปกับพื้นแล้วกำลังลุกขึ้นนั่ง ตอนที่ร่างกายกำลังลุกขึ้นนั่งเราไม่รู้สึกตัว เราแค่ลืมตาขึ้นมาเท่านั้น แล้วพอเรารู้สึกตัวก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนพื้นถนน สองขาเหยียดไปข้างหน้า เรามองไปข้างหน้าเห็นภาพเบลอ สักพักจึงเห็นภาพชัดเจน สิ่งแรกที่เห็นคือท้ายรถอีแต๋น อยู่ห่างตัวเราไปสักสิบห้าเมตร แล้วเราก็เห็นรถมอเตอร์ไซค์ และสามีเรานอนอยู่กลางถนน เรารีบลุกขึ้นและวิ่งไปหาเค้า ถอดหมวกกันน็อคออกจากหัวเค้า เค้าสำลักเลือดออกทางปากและจมูก เราพยายามเช็ดเลือดและเรียกเค้า เค้าไม่รู้สึกตัว ดวงตาของเค้าไม่เหมือนปกติ ตอนนั้นในใจคิดว่าไม่นะ ต้องไม่ตายนะ เราตะโกนเรียกเค้าอยู่พักนึง แล้วเราก็เหลือบตาไปเห็นผู้ชายคนนึงยืนอยู่หน้ารถอีแต๋นเราเรียกให้เค้าช่วย เค้าบอกเราว่าจะไปตามคนมาช่วย แล้วเค้าก็หายไปเลย ระหว่างนั้นมีรถยนต์ขับมาแสงไฟส่องเข้าหน้าเรา เรารีบลุกขึ้นไปยืนขวางกลางถนน เราไม่รู้หรอกว่าคนขับรถจะมองเห็นเราไหม เราคิดเพียงแต่ว่าห้ามเหยียบสามีเรานะ คันแรกผ่านไป คันที่สองก็มา เราจำไม่ได้ว่าผ่านไปกี่คัน จำได้มีคันนึงพุ่งตรงเข้ามาหาเรา พอหมดรถเรารีบไปดึงแขนสามีและลากเค้าเข้ามานอนข้างทาง เราพยายามดึงผลักมอเตอร์ไซค์เข้ามาข้างทาง เพราะกลัวจะเกิดอุบัติเหตุซ้ำ และเราก็รู้สึกเจ็บที่หัวเข่าด้านซ้าย รู้สึกเดินไม่ได้แล้วเราจึงเดินไปนั่งข้างสามี และหยิบโทรศัพท์ออกมาพยายามกดเบอร์ 191 แต่เชื่อไหม ว่าหน้าจอโทรศัพท์ไม่ยอมติด เรากดเลขไม่ยอมขึ้น เราเลยหยิบโทรศัพท์ของสามีอีกเครื่องนึงมากด ก็ไม่ติดเหมือนกัน จนเราอยากจะขว้างโทรศัพท์ทิ้ง แต่ก็ทำไม่ได้ เลยนั่งถือโทรศัพท์ไว้รอสักพักเผื่อจะโทรได้ แล้วก็มีคนโทรเข้ามา เสียงพ่อสามีถามว่าเกิดอะไรขึ้น หนูอยู่ที่ไหน เราตอบพ่อไปว่าอยู่บนถนน ๆ แล้วพ่อก็ตะคอกเสียงดังกลับมาว่าบนถนนทีไ่หนเล่า เราก็สับสนไปหมดพูดจาไม่ถูก ทำอะไรไม่ถูก เรานั่งอยู่ข้างสามีเรานานมาก จนไม่รู้ว่านานแค่ไหน แล้วสักพักไทยมุงก็มา มามุงมาถามเป็นใครมาจากไหน แล้วก็มามองหน้าสามีเรา และบอกว่าตายแล้ว ตอนนั้นเราได้แต่นั่งเงียบๆ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรอย่างไร น้ำตาไม่ไหลนะ แต่บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมไม่ร้องไห้ แล้วแม่กับลูกชายเราก็มา รถตำรวจก็มา เค้าช่วยกันยกสามีเราขึ้นรถตำรวจ เราลุกขึ้นเดินเขย่งไปนั่งข้างๆ สามี และก้มลงจูบที่หน้าผากสามี 1 ครั้ง พร้อมบอกกับเค้าว่า รักหมึกนะ แล้วรถพยาบาลก็มา เค้าก็ให้เราลงไปนั่งรถพยาบาล เราก็ลงมานั่งรถพยาบาล ระหว่างอยู่ในรถพยาบาลเรารู้สึกว่าทำไมมันนานจังเมื่อไรจะถึงโรงพยาบาลสักที เราอยากรู้ว่าเค้าพาสามีเราไปไหน พอถึงโรงพยาบาลเจอแม่สามีเดินมาดูแผลเราและบอกเราว่า ไปบ้านนะลูก เราก็ได้แค่พูดว่า ค่ะ แล้วเค้าก็พาเราไปเอ็กซเรย์ขา และพาเข้าห้องฉุกเฉิน พยาบาลบอกเราว่า ฉีกกางเกงได้ไหม เราบอกว่าได้คะ หมอใหญ่ มาดูแผลเรา ว่าเส้นเอ็นขาดหรือไม่ และก็ยืนเถียงกะแม่เราเรื่องอะไรไม่รู้ แล้วแม่ก็เดินมาถามเราว่าจะเย็บที่นี่ไหม เราบอกแม่ว่าเย็บไปเลยเพราะเราเริ่มจะเจ็บละ เราไม่รู้หรอกนะว่าขาเราเป็นอะไร มันชาไปหมด แต่ขณะนั้นมันสามทุ่มแล้ว เหตุเกิดตั้งแต่ทุ่มครึ่ง เราเลยให้หมอเย็บให้เลย พอหมอเย็บเสร็จ ทั้งหมด 18 เข็ม รอบหัวเข่าเลย หมอพันผ้าให้แล้วส่งขึ้นรถพยาบาล แม่ไม่ยอมให้เรานอนที่โรงพยาบาลนี้เพราะหมอคนนี้เคยทำให้ลูกชายเราเกือบตายมาแล้ว รถพยาบาลก็ขับช้ามาก ระยะทางแค่ สิบกว่ากิโลขับเป็นชั่วโมงเลย แล้วเราก็เริ่มปวดหัว ปวดมาก บอกแม่ว่าปวดหัวๆๆ ตลอดทางเลย จนถึงโรงพยาบาลใหม่ หมอมาดูที่หัวให้ และบอกว่าหัวแตกนะทำไมโรงพบาบาลเดิมไม่เย็บให้ เราก็บอกว่าเราไม่รู้ คือเรายังเบลออยู่ เพื่อนเราเป็นบุรุษพยาบาลมันเดินมาบอกเราให้คว่ำมือลงมันจะแทงเข็มให้น้ำเกลือ แต่เราจำได้ว่าเราหงายมือมันก็บอกว่าไม่ใช่แล้วมันก็จับมือคว่ำลง คือเราเบลอจริง ๆ แต่ถามว่าจำได้ไหม จำได้ จำได้ทุกอย่าง จำเรื่องราวก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุได้หมด จำคำพูดที่เราคุยกะสามีได้ทุกคำ แต่สุดท้าย ความตายก็พรากเราจากกัน หลังจากออกจากห้องฉุกเฉินกลับมาห้องพักเราสับสนคิดว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปอย่างไร จะทำอะไร จะไปทางไหน ที่คิดจะทำร่วมกันมันพังทลายหมดทุกอย่าง ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว จบสิ้น โลกตอนนั้นมืดมิดไปหมด มองไม่เห็นหนทางเลย แต่เรายังมีลูกชาย ที่เรารักมากที่สุดในชีวิตอีกหนึ่งคน เราต้องอยู่ต่อไปให้ได้เพื่อลูกชายของเรา เราคิดแค่นั้น คืนนั้น ไม่มีใครหลับตาลงเลย แม่คอยบอกให้เราหลับตาซะลูก เราก็หลับ แต่สักพักก็ลืมตาขึ้นมาอีก มันเป็นอะไรที่ไม่มีวันลืมได้เลย จนวันนี้เราก็ยังจำได้ทุกอย่างทุกวินาที หลังจากคืนนั้นมา ก็มีเรื่องราวระหว่างเรากับสามีของเราที่เป็นเรื่องลี้ลับ ซึ่งเราไม่เคยเชื่อว่าผี หรือวิญญาณ มีจริง แต่ถามว่ากลัวไหม กลัว แต่วันนี้ขอจบแค่นี้ก่อน ฝันดีนะคะทุกคน ถ้ามีใครฝันร้าย อย่าคิดว่าฝันร้ายจะกลายเป็นดีเสมอไปนะคะ แก้ฝันนะเผื่อเรื่องร้ายจะเบาบางลงคะ




ขอบคุณ ภาพประกอบจาก Google.com 

ขอบคุณ คนที่ขับรถยนต์ผ่านเหตุการณ์ในคืนนั้นแล้วช่วยแจ้งตำรวจที่ป้อม สี่แยกอำเภอมโนรมย์ ขอบคุณมากคะ



วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เมื่อคนโสดไม่สบาย (ดราม่าหนักมาก)



คำว่า คนโสด ก็คือคนที่ไม่มีใคร คนที่อยู่คนเดียว แน่นอนที่ต้องดูแลตัวเองตลอดเวลาทุกวัน แต่เมื่อถึงเวลาที่คนโสดไม่สบาย บอกเลยว่าคนมีคู่ไม่รู้หรอก ว่ามันโครตทรมานเลย กับการต้องฝืนพาตัวเองไปหาหมอ หาข้าว หายากินเอง นอนจับไข้อยู่คนเดียว ปวดหัวตัวร้อนบอกใครไม่ได้ อ้อนใครไม่ได้ เล่าแล้วน้ำตาจะไหล นี่ขนาดไม่สบายยังอยากระบายออกมาเป็นตัวหนังสือเลย พูดกับใครไม่ได้ก็พูดกับกระดาษ ปากกา ดินสอ บางทีคนโสดก็กลายเป็นคนบ้าๆ บอๆ ในสายตาของคนมีคู่ ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นแบบเรารึป่าวนะ บทความนี้ก็ไม่มีอะไรมากแค่อยากบอกคนมีคู่ให้รู้ไว้ ว่าคุณโชคดีมากแค่ไหนที่มีคนอยู่ข้างๆ เพราะฉะนั้นจึงควรดูแลซึ่งกันและกัน อย่าทะเลาะกันเลยคะ เพราะปัจจุบันนี้คนที่จะมารักเราอย่างที่เรารักเค้ามันหายากจริงๆ ยิ่งอายุมากยิ่งหาไม่ได้เลยคะ เพราะมีแต่หวังผลประโยชน์ ยิ่งอายุเยอะยิ่งคิดเยอะคะ กลัวคนอื่นจะมาหลอก กลัวไปหมดทุกอย่างที่มีในโลกนี้ละคะ เลยต้องโสดกันยาวไป น่าจะตลอดชีวิตละ แต่มันไม่สนุกเลยเมื่อคิดถึงตอนที่เราอายุ
50 – 60 ปี เมื่อถึงเวลานั้นเราคงจะแย่แน่เลยเพราะถ้าอายุมากขึ้นจะไปไหนทำอะไรคนเดียวมันไม่เหมือนตอนที่เรายังเป็นหนุ่มเป็นสาว คิดแล้วก็อยากมีใครสักคน เฮ้อ อยากมีคนดูแล อยากดูแลคนอื่น บทความนี้ขอสรุปเลยละกัน  ถ้าคุณเป็นคนโสด ก็จงเป็นคนโสดที่เข้มแข็ง ห้ามเจ็บ ห้ามป่วย ห้ามจน จบนะ^^  แค่อยากเขียนบล็อกแต่ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไรดี ขำๆ นะอย่าซีเรียสกันนะ สู้ต่อไป คนโสด


ขอบคุณ ภาพประกอบจาก google.com 

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ลดความอ้วนแบบเร่งรัด



วิธีลดความอ้วนแบบเร่งรัดของเราเองเริ่มจากเราจะไม่ทานข้าวเช้ากับข้าวเย็น ทานข้าววันละมื้อเดียวคือมื้อกลางวัน ตอนเช้าดื่มกาแฟกะขนมได้นิดหน่อย และพอ 11.30 น. เราจะเริ่มหิวก็ทานข้าวกลางวันเลยเพราะจะหิวมากทานให้อิ่มเลยคะ แต่ต้องห้ามทานหนังไก่ทอด เคเอฟซี ให้ทานพวกต้ม แกง ทอด ผัดก็ได้แต่เป็นปลาทอดและห้ามทานของทอดทุกวัน ตอนเย็นทานขนมปาปริก้า ห่อละ 10 บาท กะนมบีทาเก้นขวดละ 10 บาท เท่านี้พอคะ ประหยัดดี 555







และมาถึงสิ่งสำคัญคือ เราต้องออกกำลังกายด้วย ซึ่งตัวเราเป็นคนขี้เกลียดออกกำลังกายมาก จะให้วิ่งก็กลัวตัวเองจะเหนื่อย จะให้โยคะเบาๆ ก็ไม่ไหว ลองทำแล้วคือมันเกร็งมันเมื่อยไม่ไหวคะ  แต่เราก็มีวิธีออกกำลังสำหรับคนขี้เกลียดแบบเรานะคะ คือ การแกว่งแขนนั่นเอง แกว่งไปข้างหน้าและข้างหลังให้สุดคะ สัปดาห์แรกเราแกว่งก่อนอาบน้ำตอนเย็นหรือก่อนนอน 1,000 ครั้ง ตอนนี้จะยังสังเกตไม่เห็นว่าน้ำหนักลด เราเลยแกว่งเพิ่ม โดยถ้าเป็นวันธรรมดา ก่อนอาบน้ำก่อนนอนจะแกว่ง 2,000 ครั้ง แต่ถ้าวันเสาร์อาทิตย์ จะแกว่งก่อนอาบน้ำเช้า 1,000 ครั้ง และก่อนอาบน้ำเย็น 1,000 ครั้ง รวมเป็นวันละ 2,000 ครั้ง แกว่งมาประมาณ 10 วัน ปรากฎว่าน้ำหนักลงไป 2 กิโลกรัม มันสุดยอดมากคะ เคล็ดลับ ระหว่างแกว่งให้กลั้นหายใจเป็นระยะๆ หลังจากผ่านไป 10 วัน คุณจะสังเกตว่าตัวคุณเบาลงคือเสื้อผ้าอาจจะยังคับเหมือนเดิมแต่บางส่วนลดลงเอว รอบอก รอบแขน รอบขา พุงลดลง เราอยากลดน้ำหนักลงอีกสัก 10 กิโลกรัม ซึ่งถ้าจะให้น้ำหนักลดลงจะต้องเพิ่มจำนวนการแกว่งแขนให้มากขึ้นในทุกรอบ 10 วัน เพิ่ม 1,000 ครั้ง ถ้าอยากให้น้ำหนักลดลงเรื่อยๆ นะคะ แต่ถ้าคิดว่าพอละลดแค่นี้พอก็รักษาระยะการแกว่งเท่าเดิมคะ ลองทำกันดูนะคะ สู้ๆๆๆ เพราะการที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นทำให้เราดูอายุเยอะ อยากดูเด็กตลอดต้องออกกำลังกายคะ วิธีทำให้ไม่ท้อตอนแกว่งคือเปิดรายการทีวีดูคะ และจับเวลา 1,000 ครั้ง ประมาณ ครึ่งชั่วโมงคะ ดูทีวีไปด้วยจะได้ไม่ขี้เกลียดคะเพลินๆ บางทีรายการจบแต่ยังแกว่งต่อได้อีกก็แกว่งไปนะคะ เราจะผอมไปด้วยกันนะคะสู้ๆๆ

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เลขอาถรรพ์



 

คุณเชื่อเรื่องอาถรรพ์เลข 13 ไหม จริงๆ แล้วเราเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เลยนะโดยเฉพาะสิ่งที่จับต้องไม่ได้ สิ่งที่มองไม่เห็น แต่เมื่อได้สัมผัสกับตัวเอง เราก็เชื่อว่า ที่คนโบราณหรือผู้ใหญ่เตือนเด็กๆ ด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อหรือลางบอกเหตุ ซึ่งมันคือเรื่องจริงทุกอย่าง ที่ผู้ใหญ่ทุกคนได้ผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาหมดแล้ว  เช่น จิ้งจกร้องทักห้ามออกจากบ้าน ตามความเชื่อของคนโบราณกล่าวว่า หากจิ้งจกร้องทัก จะกี่ครั้งก็ตาม ทว่าเสียงนั้นอยู่ด้านหลังหรือตรงศีรษะของคุณ ให้พยายามเลื่อนการเดินทาง เป็นเวลาอื่น อาจจะเป็นภายในวันเดียวกันก็ได้ แต่ไม่ใช่เวลานั้น เพราะอาจทำให้ คุณได้รับอุบัติเหตุหรือไม่มีโชคลาภ แต่หาก เสียงร้องทักอยู่ด้านหน้า หรือซ้ายมือ ให้เดินทางได้ จะทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างสะดวกสบาย จะได้พบโชค ลาภ หรือติดต่อธุรกิจเป็นผลสำเร็จ หรือบางคนเชื่อว่าเลข 13 เป็นเลขแห่งความโชคร้ายตามความเชื่อของต่างประเทศ 


วันนี้จะขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับเลขแห่งความโชคร้าย เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เราได้ย้ายเข้าไปพักอาศัยในห้องพัก เลขที่ 288/13 ซึ่งวันแรกที่ไปเห็นห้องพักก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่พบว่าหน้าห้องมียันต์แปะอยู่หน้าห้องหลายแผ่น และห้องอยู่ตรงกับบันไดหนีไฟพอดี ประตูหน้าห้องตรงกับประตูหลังห้อง ทางเดินหน้าห้อง มีป้ายด้านบนชี้ว่าทางออกไปยังประตูหนีไฟแต่ป้ายกลับหันผิด หันชี้มาทางประตูห้องเรา และป้ายอยู่หน้าประตูห้องเลย เมื่อเปิดประตูเข้าไปจะเจอห้องโถงซึ่งเราอาศัยนอนตรงนี้เพราะอยู่หน้าทีวี  และมีห้องนอน 2 ห้อง ซึ่งมีประตูห้องตรงกัน ห่างกันแค่วาเดียว ทั้ง 2 ห้องมีหน้าต่างบานเกล็ดจำนวน 3 บาน ซึ่งเราปิดทุกบานในห้องนอนที่อยู่ติดริมทางเดิน และอีกห้องนึงเราเปิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากได้ย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่เราสังเกตว่าห้องรอบๆ ที่อยู่ติดกันแทบไม่มีคนอยู่เพราะรองเท้าที่วางหน้าห้องมีฝุ่นจับเขรอะ มีเพียงห้องตรงข้ามที่มีคนอยู่แต่เราไม่เคยได้เจอกับเค้าเลยแค่ได้ยินเสียงเท่านั้นเอง วันแรกที่ขนของเข้าไปเราเห็นประตูห้องที่อยู่ติดกับห้องเราเปิดอยู่และเราแอบชำเรืองตามองเข้าไปเห็นว่าในห้องมืดมากไม่ได้เปิดไฟและมีผู้ชายนั่งอยู่ในห้องคนหนึ่งไม่ได้ใส่เสื้อ เรารีบหันกลับมาและขนของเข้าห้องเราทันที เมื่อขนเสร็จแล้วอีกวันนึงเราถามน้องสาวที่มาช่วยขนของว่าเมื่อวานเห็นห้องข้างๆ มีคนอยู่รึป่าว น้องสาวตอบว่าไม่เห็น เห็นห้องปิดล็อคกุญแจ เราก็เลยคิดว่าไม่มีอะไรเค้าคงปิดประตูออกไปข้างนอกแล้วมั้ง เราพักอาศัยอยู่ที่ห้องนี้เพียงคนเดียว ระหว่างที่นอนอยู่เราก็จะได้ยินเสียงดังก็อกแก็กในห้องตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน บางทีก็เสียงคนเดินเสียงดัง เราก็คิดว่าห้องข้างๆ รึไม่ก็ห้องข้างบนแน่ๆ แต่ว่าเพดานห้องสูงมาก คนที่เดินดังขนาดนี้คงตัวใหญ่มากเราคิดแค่นั้น และก็ยังพักในห้องนี้มาเรื่อยๆ  


จนฤดูหนาวมาเยือน เราจึงปิดประตูห้องที่อยู่ติดริมระเบียงเพราะว่าลมเข้า แต่เราไม่ปิดประตูห้องที่อยู่ตรงข้ามกันนะ เปิดอ้ากว้างไว้ทุกคืน และมีคืนหนึ่งเราลุกมาเข้าห้องน้ำแต่เห็นประตูห้องนอนที่เราปิดไว้เปิดออก เราก็สงสัยว่าเอ๊ะก่อนนอนเราว่าเราปิดประตูห้องไว้นี่ แต่ทำไมมันเปิด ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรมากคิดแค่นี้แล้วก็เดินมานอนเลย ผ่านไปอีกไม่นาน ก็เหมือนเดิม แต่ครั้งนี้มีเสียงลูกบิดประตูเปิดดังแก๊ก ซึ่งเราได้ยินปุ๊บก็หันไปดูเห็นประตูห้องนอนเปิดออกจึงรีบลุกขึ้นไปปิดทันทีเพราะคิดว่าลมคงพัดแรงทำให้ประตูเปิด ทั้งๆที่ไม่ได้รู้สึกว่ามีลมในห้องเลย เมื่อปิดเสร็จก็มานอนต่อ จนเช้าตื่นมาประตูห้องก็ยังปิดอยู่เหมือนเดิม มีบางคืนเหมือนกันที่มันเปิดแล้วเราปิด เช้ามาพบว่ามันเปิดอยู่ แต่ในทุกๆ ครั้งที่เจอเหตุการณ์นี้เราจะไม่ได้สนใจอะไรเลย จนครั้งสุดท้ายเราเดินไปปิดไฟและล้มตัวลงนอนยังไม่ถึงห้านาที ก็ได้ยินเสียงดังแก็กของลูกบิดประตูเราหันขวับไปมองที่ประตูห้องทันที และความรู้สึกที่บอกไม่ถูกมันชาไปทั้งตัวเลยทีนี้เมื่อเห็นประตูห้องเปิดอยู่นิดเดียว แค่แง้มนิดเดียว ตอนนั้นไม่มีลมพัดไม่มีอะไรเลยทุกอย่างเงียบสนิทผิดกับทุกครั้งที่มันเปิดเราปิดเพราะทุกครั้งเราจะหลับไปแล้วตื่นมาเห็นถึงจะปิด แต่คืนนี้มันเปิดเองตอนที่เรายังไม่หลับเรานิ่งอยู่พักนึงก็ตั้งสติลุกไปเปิดไฟ พร้อมกับเดินกลับมานอนแต่นอนไม่ได้ เรากลัวมากไม่รู้จะทำอย่างไร จะไปนอนห้องเพื่อนก็ไม่กล้าไปเรียกเพื่อนอีกอย่างเพื่อนอยู่กับแฟนมันแล้วก็พ่อมันอีก เราเลยลุกไปเปิดทีวีเสียงดัง คืนนั้นไม่ได้นอนทั้งคืนเลยคิดว่าเช้านี้จะรีบขนของย้ายออกทันทีทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะย้ายไปอยู่ไหนดี แล้วก็ส่งไลน์บอกคนนั้นคนนี้ว่าผีหลอกทำไงดี กลัวมากแต่ไม่รู้จะไปไหน พอเช้าก็รีบอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน น้องสาวบอกว่าถ้าไม่ไหวก็มาอยู่กับน้องสาวก่อนก็ได้ น้องสาวสัมผัสได้ตั้งแต่วันที่ช่วยเราขนของแล้วน้องบอกตอนหลัง พอตอนเย็นกลับมาห้องพักห้องนี้เพื่อจะเก็บเสื้อผ้าไปนอนกับน้องแต่อีกใจนึงก็คิดว่าคงไม่มีอะไรมั้งนอนนี่แระจนเกือบจะหกโมงเย็นละ ใกล้จะมืดละเพื่อนในไลน์คนนึงไลน์มาบอกว่าคืนนี้วันโกนระวังตัวด้วยนะ เท่านั้นแระรีบเก็บเสื้อผ้าออกจากห้องทันทีเลยเพราะมันจะมืดแล้ว หลังจากคืนนั้นเราก็ไปพักอาศัยนอนกับน้องสาวทุกวันเป็นระยะเวลาเกือบเดือนกว่าจะหาห้องพักใหม่ได้  พอเราออกมาจากห้องพักนั้นได้เราก็มาคิดทบทวนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ระหว่างที่เราอาศัยอยู่ ทีวีที่เราเปิดดูเหมือนมีคลื่นหรือพลังงานบางอย่างแทรกตลอดเวลา บางทีดูไม่ได้ไปเลยต้องปิด และที่สำคัญวันนั้นวันที่เราเจอเหตุการณ์นั้นในช่วงเวลากลางวัน เราได้เข้าไปในห้องนอนอีกห้องนึงที่อยู่ตรงข้ามกับห้องที่ประตูเปิดเอง เราเข้าไปเพื่อคุยกับ (เขี้ยว)ฟัน ของสามีที่เสียไปแล้วในเรื่องที่เราบอกเค้าว่าขอโทษที่คบกับผู้ชายคนอื่น ขอโทษที่มีคนอื่นแต่ตอนนี้เลิกไปแล้วและจะไม่มีใครอีกแค่นั้นแระประตูห้องนั้นก็ปิดดังเสียงปัง ทั้งๆที่ เราเปิดประตูห้องนี้ทิ้งไว้หลายวันไม่เคยปิดเองเลย หรือเพราะเราแกะยันต์หน้าประตูห้องที่ติดไว้ออกหมด แล้วเอายันต์ของตัวเองไปติดไว้ด้านบนของประตูแทนไม่ได้ติดที่ประตู เราไม่รู้นะเราคิดว่ายันต์เดิมมันเก่าแล้วเลยแกะออกไป 


ตั้งแต่นั้นมาก็เป็นอย่างที่เล่ามาอยู่ไม่ได้ ตอนนี้อยู่ที่ใหม่แล้ว ก็นอนหลับสบายดีนะยังไม่รู้สึกว่ามีอะไร แต่เลขที่ห้องรวมกันได้เลข 13 อีกเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราหรือป่าว แต่ที่รู้ๆ ความรู้สึกตอนอยู่ห้องพักเดิมเรารู้สึกจิตใจหดหู่ลงทุกวัน คิดจะทำร้ายตัวเองทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้น ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ตอนนี้เหมือนดีขึ้น แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เรากลัว ริวบอกว่าคนที่เกิดวันที่เราเกิดสามารถฆ่าตัวตายได้ และเรารู้สึกคุ้นเคยกับ ดาดฟ้าที่อยู่บนห้องพักใหม่ของเรามาก เราอยู่ชั้นบนสุดติดกับดาดฟ้า ไม่รู้สินะแต่เรากำลังมองหาที่พักใหม่อีกแล้วละ ถ้าเราจะเป็นอะไรไปจริงๆ บอกเลยว่ามันต้องไม่ธรรมดา เพราะเราจะไม่มีวันทำร้ายตัวเองแน่นอน และที่สำคัญเราได้นำเขี้ยวของสามีไปลอยอังคารแล้วหลังจากพกเค้าติดตัวไว้เป็นระยะเวลา 7 ปี เพราะเราอยากให้เค้าไปเกิดใหม่ได้แล้ว อย่าทนทุกข์ทรมานเพราะเราอีกต่อไปเลย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเค้าจะยอมไปจากเราหรือยัง  


โปรดติดตามตอนต่อไป


วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

โดดหอ หึหึ






หลังจากย้ายมาเรียนที่โรงเรียนพณิชยการแห่งหนึ่ง ณ จังหวัดนครสวรรค์ แน่นอนที่เรากับน้องต้องอยู่หอใน หรือหอของโรงเรียนที่มีแต่ผู้หญิงล้วน  ใช้ตู้เก็บเสื้อผ้าเป็นที่กั้นห้องของแต่ละห้อง ฉะนั้นข้างบนหลังตู้ก็จะโล่งสามารถมองเห็นห้องอื่นได้ ถ้าอยู่บนเตียงนอนชั้นบน และเราก็เป็นคนที่ต้องนอนชั้นบน น้องสาวนอนชั้นล่าง กลัวตกเหมือนกันเพราะมันสูงมากเลยละ แต่มีที่กั้นให้เลยไม่ตก 



วีรกรรมที่ได้สร้างไว้ที่นี่ก็มีไม่ใช่น้อยเลยเหมือนกันเริ่มจาก พอเราเข้าไปอยู่ก็เริ่มมีเพื่อน เป็นกลุ่ม 4 คน มี เก๋ มล อัญ เรา แต่ละคนอย่าให้พูดเลยว่าแซ่บขนาดไหนติดตามอ่านไปเรื่อยๆ ละกัน เราเรียบร้อยสุดละใน 4 คนนี้ จริงๆ นะ เราจะเป็นคนที่คอยตามเพื่อน เพื่อนไปไหนก็ไป โดดเรียนก็โดด โดดหอก็โดด เหมือนไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง กลัวการต้องเดินคนเดียว กลัวการทิ้งให้อยู่คนเดียว มีครั้งนึงเราเป็นคนที่กินข้าวช้ามากๆ เพื่อนๆอิ่มกันหมดแล้ว และมันบอกเราว่าไปก่อนนะ แร้วพวกมันก็ทิ้งเราไปเลย เรานี่นั่งร้องไห้เลย หลังจากนั้นมาก็เป็นคนกินข้าวเร็วมาก เร็วจนติดเป็นนิสัยมาจนปัจจุบัน แต่เราว่านะพวกเรา 4 คนก็ไม่ได้เลวอะไรมากมายหรอก แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมแม่ (อาจารย์ที่คุมหอ) ต้องเฝ้ามองพวกเราอยู่ตลอดเวลา คือคุยอะไรกันทำอะไรกันแม่รู้หมด ที่หอจะมีประชุมกันตอนประมาณ 1 ทุ่ม พวกเรา 4 คนก็ขี้เกียดลงไปประชุมแอบกันอยู่บนห้อง นอนคลุมโปงกัน แต่สุดท้าย แม่ก็ขึ้นมาตาม ไม่รู้ว่ารู้ได้ไง มาตามแล้วโดนทำโทษด้วยนะ อย่างเซ็ง แต่มีหนึ่งวีรกรรมที่เราโครตกลัวเลย คืนนั้นขณะที่นั่งเล่นกันอยู่ดีๆ เก๋ก็บอกว่าเบื่อวะไปเที่ยวกันไหม แล้วมันก็วางแผนโดดหอไปเที่ยวกันโดยให้แฟนมันมารับข้างรั้วหอ ทั้งๆที่ใส่ชุดนอนอ่ะ เพราะจะใส่ชุดไปเที่ยวคงไม่ได้เพราะต้องแอบปีนรั้วออกไป รั้วหอก็สูงมากเป็นกำแพงปูนแถมมีเหล็กดัดอีก 



คือยังไงละก็บอกแล้วไงว่าติดเพื่อน เพื่อนไปไหนก็ต้องไป ก็ไปสิช่วยกันมองต้นทางแล้วก็ปีนกันออกไป เรากลัวมากตอนข้ามเหล็กดัด กลัวมันจะแทง คือมันโค้งแหลมออกด้านข้างซ้ายขวา และด้านบนด้วย เราต้องถ่างขากว้างมากแต่ก็มองเพื่อนๆ ข้ามกันไปทีละคนจนคนสุดท้ายละ สุดท้ายก็ต้องไป ตอนปีนข้ามเหล็กดัดขางี้สั่นพั่บพั่บ กลัวจะไม่พ้น และช่วงที่ต้องลงพื้นพวกมันที่ลงไปก่อนบอกให้โดดเลยๆๆ เราก็กลัวมองไปมืดมิดไม่เห็นอะไรเลย ได้ยินแต่เสียงเพื่อนเรียก จะหันกลับก็ไม่ได้แล้วจำใจต้องโดด พอโดดถึงพื้นเท่านั้นแระ น้ำครึ่งแข้งเลย เราใส่ชุดนอนเป็นกางเกงขายาว เปียกสิ เดินเกาะหลังเพื่อนกันออกไปท่ามกลางความมืด กลัวงูกลัวทุกอย่างที่มองไม่เห็น กลัวแม่มาเห็นด้วย พอถึงที่มีไฟก็ถกขากางเกงขึ้นแล้วก็รีบวิ่งไปขึ้นรถยนต์ของแฟนเพื่อน มันก็ขับพาพวกเราไปล้างขาที่ปั้มน้ำมันใกล้ๆ หอนะแระ พวกเราทั้ง 4 คน ใส่ชุดนอนจ้ะ ตลกมากแร้วไปเที่ยวเธคกัน ตอนนั้นก็สนุกสนานกันดีอยู่หรอก แต่พอตอนกลับมาหอสิ พวกเราก็ไม่อยากเดินลุยน้ำแล้วอ่ะมันมืดด้วยก็เลยเข้าหน้าหอเลย แต่ปรากฏว่าแม่ยืนรอหน้ารั้วประตูหอ พวกเราโดนตีด้วยแต่ไม่มีใครสำนึกเลยนะ เรารู้สึกอย่างนั้น คืนนั้นพวกเราโดนตีและก็โดนทัณฑ์บนถ้ามีอีกครั้งหนึ่งแม่จะดำเนินการกะพวกเราขั้นเด็ดขาด แต่พวกเราหาได้กลัวไม่ แค่สงสารที่แม่มายืนตบยุงรอพวกเราอ่ะ มันทำให้พวกเราสนิทกับแม่มากๆ รุ่นพี่ที่แสบกว่าพวกเราก็มีนะ แต่ไม่รู้สิเราไม่ได้สนใจรู้แต่ว่าตั้งแต่คืนนั้นมาไปทางไหนก็มีแต่คนรู้จักพวกเรา มีแต่คนเรียก กลายเป็นคนเด่นคนดังไปเลย แต่พวกเราก็ไม่ได้โดดหออีกเลย ครั้งต่อไปจะไปคือขอแม่ไปดีๆ เลย ^^



ตอนนี้ง่วงแล้วละ ไว้จะมาเล่าอีกวันต่อไปนะคะ คืนนี้ฝันดีราตรีสวัสดิ์จร้า


ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เราก็ยังเลือกที่จะปีนหอออกมาเที่ยวอยู่ดี ฮ่าๆๆๆ

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ความฝันหรือความจริง




เรื่องแปลกๆ เกิดกับเราหลายครั้งมากมายตั้งแต่เด็กๆ เล่าเท่าไรก็ไม่หมดสักที เข้าเรื่องเลยละกันเนอะไม่ต้องน้ำละ เนื้อๆ กันเลยละกัน ^^ จำได้ว่าตอนนั้นอายุ 20 ปี คุณตาของเราเสียด้วยโรคชรา หลังจากจัดงานศพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คืนที่สามว่ากันว่าคนตายจะกลับมาบ้านซึ่งเป็นความเชื่อแต่โบราณ เราก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง และในคืนนั้นเอง ในขณะที่เรากำลังนอนหลับอยู่ในบ้านของเรา  เรานอนติดริมหน้าต่าง บ้านยายกะบ้านเราห่างกันแค่ไม่ถึงยี่สิบก้าว








และหน้าต่างที่เรานอนก็อยู่ใกล้กับห้องนอนของยายซึ่งอยู่ติดกัน คืนนั้นเราจำได้ว่าเราฝันว่าตามาเรียกหลานสาวอีกคนหนึ่ง เป็นลูกสาวของน้า ตาเรียก ยุ้ย ยุ้ย อยู่สามสี่ครั้ง ในฝันเราเห็นเลยว่าตายืนอยู่ตรงข้างหน้าต่างตรงหัวนอนยายที่ปิดไว้ ตายืนเรียกอยู่แบบนั้น เราเห็นตาหันมามองเราด้วยแต่ตาไม่ได้พูดอะไรกับเรา แล้วก็หันกลับไปเรียกหลานสาวคนเดิม หลานคนนี้ตาเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กตาคงจะยังเป็นห่วงอยู่แต่กับเรา ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไรเพราะเราไปเรียนต่างจังหวัด จะกลับมาก็แค่ช่วงปิดเทอมเท่านั้น  พอตอนเช้าเราก็ยังไม่ทันได้เล่าเรื่องความฝันของเราให้ใครฟังเลย ยุ้ยกับยายบอกเราว่าเมื่อคืนตามาเรียกยุ้ย เรียกตั้งนานไม่ยอมไป ยุ้ยกับยายกลัวมาก เราตกใจมากคือสรุปว่าเมื่อคืนนี้เราฝันไปหรือว่าตามาจริงๆ แล้วเราก็เล่าให้ยุ้ยกับยายฟังว่าเราฝันเห็นตามายืนอยู่ตรงนี้เรียกยุ้ยนะ เท่านั้นละยุ้ยกับยายก็ยิ่งกลัวกันไปใหญ่ แต่สุดท้ายแล้วตาก็ไม่ได้ทำอะไรมาเรียกเฉยๆ แล้วหลังจากวันนั้นมาทุกอย่างก็ปกติตาไม่ได้มาอีกเลย ใครเคยเจอเรื่องราวแบบเราบ้างไหมนะ อยากรู้เหมือนกัน แต่เรื่องราวของเรายังมีอยู่อีกเยอะเลย จะทยอยเล่าให้ฟังทีละเรื่องนะคะ ช่วงนี้ปวดหัวเพราะอากาศมันร้อนเลยเขียนมะค่อยออก แต่ก็ขอบคุณนะคะที่ยังมีคนรออ่านอยู่ รักนะคนอ่านจุฟๆๆ ^^


เสี่ยงกันไหม...



คุณเชื่อเรื่องลี้ลับหรือสิ่งที่มองไม่เห็นไหม พรุ่งนี้หวยออกละ คิดขึ้นมาได้ว่าเคยถูกหวยแบบงงๆ ครั้งนึง ตอนนั้นอายุประมาณ
19 ปี หน้าบ้านจะมีบ่อน้ำและมีศาลาไว้นั่งเล่น วันนั้นคิดอะไรไม่รู้ ไปนอนบนศาลาเฉย ตอนแรกกะนอนเล่นๆ นอนไปนอนมาหลับไปเลย รู้สึกตัวตื่นเหมือนได้ยินคนกระซิบข้างหู จำไม่ได้ว่าเสียงผู้หญิงรึผู้ชาย เค้าบอกเป็นตัวเลขมา พอตื่นก็เดินเข้าบ้าน พอดีแม่ใช้ให้พาไปซื้อหวยใต้ดิน เราเลยบอกให้แม่ซื้อเลขที่ได้ยินมาด้วย แม่ซื้อให้ 20 บาท พอหวยออกแม่เดินมาบอกว่าแกถูกหวยนะ ฮ่าๆๆ ซื้อไป 20 บาท ได้อะไรละแค่ค่าขนมนิดๆหน่อยๆ อ่ะสิ่งสำคัญอยู่ที่ใครมาบอกเรา พอวันหลังไปนอนอีกกะว่าจะจัดให้หนัก แต่ก็ไม่เคยได้ยินอีกเลย เสียดายจัง บางครั้งเคยฝันเห็นเป็นตัวเลขเลยนะแต่ไม่เคยถูกสักงวด บางทีก็ฝันหลังจากหวยออกแล้วชัดเจน แต่หวยมันออกไปแล้วไง เซ็งสุดๆ หมดไปกะหวยไม่รู้เท่าไรละ แต่มันเป็นความหวังจริงๆ นะสำหรับคนที่ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน มะวานกะวันนี้เลยนั่งหาตัวเลข คำนวณไปแบบมั่วๆ ได้มา 2 ตัว เลยเอามาแบ่งปันกันคะ แต่ไม่รู้ว่าจะถูกหรือป่าวนะ ให้วิ่ง 2 บน กะวิ่ง 9 ล่าง คิดได้แค่นี้อ่ะคะ ถ้าถูกครั้งต่อไปจะให้อีกนะ แต่ถ้าไม่ถูกอย่าว่ากันนะคะ โชคดีนะคะ 

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วันหวยออก




ช่วงนี้ใกล้วันหวยออก เชื่อว่าหลายคนคงไม่ค่อยมีเวลาว่างกัน เพราะต้องคิดเลข บวก ลบ คูณ หาร  ซึ่งมันคิดยากมาก แต่เชื่อป่ะว่าถ้าหวยล็อคได้ เราก็ต้องแก้เลขล็อคได้ อยากบอกว่า ตั้งแต่เช้ามานี่นั่งคิดเลขจนปวดหัวไปหมดละ พอจะเขียนบทความใส่บล็อก ก็ดันคิดอะไรไม่ออกเลยนอกจากตัวเลข มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนระดับรากหญ้าอย่างเรามีความหวังจะมีตังใช้บ้าง ไม่มากก็น้อยก็ยังดี แต่ถ้าจะให้ดีอยากถูกรางวัลที่ 1 กันทุกคนแระ ที่คิดว่าหวยล็อคก็ด้วยมาจากเหตุผลหลากหลายประการที่เห็นๆ กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นออกทะเบียนรถยนต์ประจำตำแหน่งนายกทั้งคนเก่าและคนใหม่ ออกวันเดือนปีเกิด วันสำคัญต่างๆ  แม้กระทั่งวันเสียชีวิต หรืออายุของคนดังๆ ซึ่งมันไม่น่าจะใช่ ไม่น่าจะออกตรงเป๊ะๆๆ ขนาดนั้น จริงๆ นะ เราว่าเราไม่ได้คิดแบบนี้แค่คนเดียว น่าจะคิดกันทั้งประเทศแระคะ มันเลยทำให้มีคนพยายามคิดหาสูตรคำนวณหลากหลายวิธี พอคิดได้ซื้อถูกไป สอง สามงวด คนล็อคก็ดันเปลี่ยนสูตรคำนวณ ทำให้ต้องเริ่มหาสูตรกันใหม่อีก คือ ถ้าพูดเรื่องหวยเนี่ยกี่ปีก็พูดไม่หมดไม่จบไม่สิ้น แต่เราอยากเขียนเรื่องใส่บล็อกเพราะกลัวว่าจะมีคนรออ่านบล็อกของเราอยู่ แต่นั่นแระคะ ในหัวของเราตอนนี้มีแต่เลข ความหวังเล็กๆ ของคนทุกคน ถ้ารู้สูตรคำนวณ จะจัดเต็มสักงวดเพื่อปลดหนี้คะ แต่มันช่างยากเย็นเข็ญใจ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆเลยจริงๆ  ใครมีเลขเด็ด บอกเราบ้างนะคะ ขอตัวไปหาสูตรก่อนนะคะ เย็นๆ จะมาเขียนใหม่นะอย่าลืมเข้ามาอ่านอีกนะ ^^

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

หนุ่ม CBR จีบใครน๊า

กำลังจะเริ่มเขียนเรื่อง เสียงน้ำในห้องน้ำล้นถังซะงั้น เลยต้องลุกขึ้นไปปิดน้ำก่อน เอาไงต่อดีละ ชีวิตของคนเราก็เปรียบเสมือนมหากาฬ เรื่องยาวเรื่องหนึ่ง ซึ่งแต่ละเรื่องราวในชีวิตของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เรื่องของเราก็มันก็มีทั้งทุกข์ทั้งสุขปะปนกัน แต่ช่วงที่เรามีความสุขมันสั้นจนเราไม่รู้สึกว่าเราเคยมี  เราเล่าเรื่องต่อจากช่วงมัธยมดีกว่า ก่อนที่จะเริ่มดราม่าไปมากกว่านี้ ^__^



 และแล้วในวันที่เราต้องเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนพณิชยการที่จังหวัดนครสวรรค์ ก็มาถึง  วันนั้นเราสามคนพี่น้องใส่ชุดนักเรียนของโรงเรียนพณิชยการแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ และนั่งหลังรถกระบะของพ่อที่มีแม่นั่งอยู่ข้างๆ พ่อก็ขับไปไม่เร็วมากเท่าไร เราสามคนพี่น้องก็นั่งร้องเพลงกัน เล่นต่อเพลงกันตามประสาเด็กสาว
^^  ซึ่งช่วงนั้นเราน่าจะอายุประมาณ 14 ปี โดยหันหลังเข้าตัวกระบะหันหน้าออกมามองรถที่วิ่งตามมา จากชัยนาทมานครสวรรค์พ่อเราน่าจะใช้เวลาในการขับรถประมาณ 2 ชั่วโมงได้  เพราะขับช้า  แล้วเราก็สังเกตเห็นว่ามีผู้ชายขับรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่  น่าจะเป็น CBR สีแดง   ขับตามมาทั้งๆที่ ความเร็วของมอเตอร์ไซค์คันนั้นน่าจะขับแซงรถพ่อเราไปได้ตั้งนานละ แต่เค้าก็ขับแบบใจเย็นตามมาเรื่อยๆ เราก็ไม่ได้สังเกตว่าตามมาตั้งแต่เมื่อไร เราสามคนก็มองหน้ากันแล้วก็หัวเราะกันคิกคัก เพราะมองหน้าผู้ชายคนนั้นไม่เห็นเค้าใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ดูจากการแต่งตัวน่าจะเป็นเด็กโรงเรียนเทคโน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่นครสวรรค์เหมือนกัน แล้วเราสามคนก็ไม่ได้สนใจกัน พอหันมามองอีกทีมอเตอร์ไซค์คันนี้ก็หายไปไหนแล้วไม่รู้ พวกเราก็ยังนั่งร้องเพลงกันดังลั่นเหมือนเดิม แดดตอนนั้นไม่แรงเท่าตอนนี้ พวกเราเลยนั่งชิวๆ กันยาวไปจนเกือบถึงจังหวัดนครสวรรค์และมอเตอร์ไซค์คันนั้นก็โผล่มา คราวนี้ขับมาข้างๆ กระบะเลย แล้วก็ยื่นมือเข้ามาในกระบะ ทิ้งเศษกระดาษไว้แผ่นนึงแล้วก็บิดคันเร่งหนีไปอย่างรวดเร็ว เราก็รีบหยิบมาก่อนที่จะปลิวออกจากรถไป ในกระดาษแผ่นนั้นเขียนเบอร์โทรศัพท์ไว้พร้อมกับชื่อ ซึ่งจำชื่อไม่ได้และ เราสามคนก็หันมองหน้ากันแล้วก็เกี่ยงกันว่าเค้าให้ตัวและ ไม่ใช่ให้ตัวและ อยู่แบบนั้น สุดท้ายก็ทิ้งไป ฮ่าๆๆ เลยไม่รู้เลยว่าหล่อรึป่าว เสียดายเหมือนกันนะ  จบเรื่องไปอีกหนึ่งเรื่อง


 เราอยากให้คนที่ติดตามอ่านเรื่องราวของเรา คอมเม้นท์แสดงความคิดเห็นให้เราบ้างก็ได้นะว่าอยากจะอ่านเรื่องแบบไหน หรือว่าเราเขียนรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องอะไรแบบนี้อ่ะคะ แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะคะ ชอบก็อ่านต่อเนอะอิอิ ขอบคุณทุกคนนะคะ 7 – 8 คนที่คอยติดตามอ่านเรื่องของเราอ่ะ อยากบอกว่าเป็นกำลังใจให้เราเข้ามาเขียนทุกวันเลยคะ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ^^


ขออนุญาตใช้รูปภาพประกอบจาก Google นะคะ และขออนุญาตพร้อมทั้งขอขอบคุณเจ้าของภาพด้วยนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แกล้งรักแต่รักซะเอง





ต่อจากตอนที่แล้ว พอเราย้ายมาโรงเรียนใหม่ในตัวจังหวัด เราก็มีคนมาจีบอีกแต่เราไม่สนใจเพราะมันทำตัวเป็นนักเลงเสียงดังโวยวาย  พอขึ้นชั้นป. 6 เราก็เป็นพี่ใหญ่ละ เรามีเพื่อนคู่หูชื่อกิ่งกาญจน์  เรากับกิ่งสนิทกันมากตัวติดกันตลอด วันนึงเราเห็นกิ่งยืนคุยกับเด็กป. 5 จึงเดินเข้าไปหากิ่ง กิ่งก็แนะนำให้รู้จักน้องผู้ชาย ป. 5 สองคน คนแรกกิ่งบอกเป็นน้องชายกิ่ง ชื่ออะไรจำไม่ได้แระ แต่อีกคนเป็นเพื่อนของน้องชาย ชื่อทัช เรามองหน้าน้องทัช น้องมีท่าทางอาย เราเลยได้ใจ แกล้งแซวเล่น แซวไปแซวมา ก็คิดว่าน้องน่ารักดีแหะ กลายเป็นว่าน้องเค้าชอบเราขึ้นมาจริงๆ แต่เราแกล้งเล่น เลยไม่ได้คิดอะไร แต่เรารู้ว่าเราก็แสดงท่าทางชอบน้องเค้ามากๆ เหมือนกัน มีหยอดว่า คิดถึงนะ นู่นนี่นั่น คือ ทำไปก็รู้สึกดีตลอด แต่มันแค่รู้สึกดีแต่ไม่ได้รู้สึกรัก แล้วพอเราจบ ป. 6 ต้องย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด ซึ่งก็อยู่ห่างจากโรงเรียนเดิมแค่ห้าร้อยเมตรเอง เราจำได้ว่าน้องทัชถามว่าถ้าย้ายไปแล้วจะได้เจอกันอีกไหม เราก็ตอบว่าได้เจอสิ และถามว่าจะลืมทัชไหม ก็ตอบว่าไม่ลืมหรอก ตอนที่ตอบน้องก็ตั้งใจแบบนั้นจริงๆนะ แต่พอย้ายไปเรียนโรงเรียนใหม่ปุ๊บ เหมือนได้เจอเพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ และก็สังคมใหม่ๆ หลายๆ อย่าง ทำให้เราลืมทัชไปหมดเลย มีผู้ชายคนนึงคอยเดินมาถามเราว่ารู้จักทัชไหม ตอนนั้นเราลืมทัชจริงๆ เลยตอบไปว่าไม่รู้จัก เค้ามาถามเราทุกวัน เราก็ตอบว่าไม่รู้จัก จนวันนึงเค้าบอกเราว่าทัชที่เป็นลูกตำรวจบ้านอยู่ตรงนั้นตรงนี้ เราก็เลยจำได้ แต่เรารู้สึกอายที่ตลอดมาเราตอบว่าไม่รู้จัก เลยไม่รู้จะตอบไปว่าอย่างไร 


ระหว่างที่เรียน ม. 1 ก็มีรุ่นพี่ ม. 6 มาจีบ 2 คน คนนึงชื่อพี่เก่งอยู่ดีๆ ก็ให้เพื่อนตามเรามาที่หน้าห้องเรียนของพี่ ม. 6 ให้มาคนเดียวด้วย เราก็มาแบบงงๆ ว่ามีอะไรรุ่นพี่เรียกเรามาทำไม เราทำอะไรผิดรึป่าว คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก ก็นั่งรออยู่แปบนึงจนมีพี่ผู้ชายคนนึงเดินออกมาจากห้อง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่รุ่นพี่ ม. 6 กำลังจะเรียนจบ พี่เค้าแนะนำตัวว่าชื่อพี่เก่งนะ น้องชื่ออะไร เขียนเฟรนด์ชิฟให้พี่หน่อยนะ เราก็เขียนแบบงงๆ แล้วพี่ผู้หญิงในห้องก็เดินออกมามองหน้าเราหน้าห้องและก็แซวพี่เก่ง เราก็อายคือ ไม่รู้ว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้ไง กลัวโดนตบก็กลัว พอเขียนเสร็จเราก็เดินกลับไปห้องเรียนต่อ ห้องเรียนเราอยู่ชั้นล่าง แต่ของพี่เก่งอยู่ชั้นสอง พอเราเดินกลับมาถึงห้องเรียนเรา เราก็เจอกะพี่ผู้ชาย ม. 6 อีกคนนึงจำชื่อพี่เค้าไม่ได้แระพี่เค้าก็ขอที่อยู่เราเหมือนกับพี่เก่ง หลังจากพี่สองคนเรียนจบไปเราก็ได้รับจดหมายจากพี่ทั้งสองคน พี่เก่ง เรียนต่อเภสัชกร พี่อีกคนเป็นทหารเรือ แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ส่งจดหมายมาหาเราอีกเลยทั้งสองคน 


จนระยะเวลาผ่านไป 1 ปี ทัชย้ายมาเข้าเรียน ม. 1 ซึ่งเราขึ้น ม. 2 และวันนั้นเองเราเดินสวนกับทัช ทัชมองหน้าเราแล้วเราก็มองหน้าทัช แต่เราไม่กล้าทัก ทัชมองแบบเกลียดเราแล้วอ่ะ เราเลยต้องปล่อยเลยตามเลย แต่บอกเลยว่าทัชตอนนี้หล่อกว่าตอน ป. 5 อีก เรารู้สึกเสียดายมาก ทำไมเราความจำสั้นแบบนี้นะ หลังจากวันนั้นเราก็กลายเป็นคนไม่รู้จักกัน จนเราคบกับคนอื่น เราก็รู้ว่าทัชก็มีแฟนแล้ว และพอเราเรียนจบ ม. 3 เราก็ต้องย้ายโรงเรียนอีกละ ครั้งนี้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนพาณิชยการต่างจังหวัด ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีคนมาจีบอีก แต่เราจะขอเราเรื่องทัชต่อก่อน เพราะเราได้กลับมาบ้านช่วงปิดเทอมและได้เจอกับทัชอีกครั้งเพราะอะไรเราก็ยังงงๆ คือ น้องสาวหรือว่าเพื่อนเราไปคบกะเพื่อนทัชตอนไหนไม่รู้แล้วกลับมาก็นัดเจอกันซึ่งเราก็ไปกะเค้าด้วยและบังเอิญว่าคนที่น้องหรือเพื่อนเราคบพาทัชมาด้วย เราจึงได้มองตากันนิดนึง และจำไม่ได้ว่าพูดคุยอะไรกันบ้างรู้แต่ว่ามีปาร์ตี้เล็กๆ  




เกิดขึ้นที่บ้านเพื่อนเรา ทุกคนยังเด็กนะในตอนนั้นแต่ก็ดื่มกันเนื่องจากน่าจะเป็นวันเกิดของใครสักคนซึ่งมันนานมากเราจำไม่ได้ละ แล้วทุกคนก็รู้สึกมึนเมากัน เรารู้สึกว่าทัชแอบหอมแก้มเราอ่ะ แต่ตอนนั้นเพื่อนๆ ทุกคนก็นั่งล้อมวงกันอยู่  เราอยากได้ทัชกลับคืนมานะ แต่เราก็รู้ว่าทัชมีแฟนแล้ว และเราเองก็มีแล้วเหมือนกัน  หลังจากที่เวลาผ่านไปน่าจะเที่ยงคืนละอยู่ดีๆ ก็วงแตกเพราะมีใครบางคนขับรถผ่านหน้าบ้านเพื่อนอ่ะ น่าจะเป็นแฟนของทัชรึป่าวเราไม่แน่ใจ แล้วทัชกับเพื่อนๆ ก็รีบขับมอไซค์ไปคนละทิศละทาง สุดท้ายเรื่องของเรากับทัช ก็จบแบบนี้อ่ะ จากที่แกล้งรัก ดันไปหลงรักซะเองในวันที่รักไม่ได้แล้ว เซ็งเลย